วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Vientiane on weekends: Part 1


 
 
 





หลังจากที่เคย backpack ไปลาวเมื่อ 3 ปีก่อนกับมด ก็หมายมาดว่าจะต้องไปลาวอีกให้ได้ เนื่องจากยังติดใจอยู่ คราวที่แล้วไปเที่ยวโดยไม่มีไกด์ท้องถิ่น คราวนี้โชคดีเมื่อรู้จักกับน้องวัน เราก็ได้ไปแบบรู้ลึก รู้จริง (ที่ไหนที่คนลาวไป ก็ได้ไปที่นั้นด้วย ไม่เหมือนคราวก่อนที่มักจะไปยังจุดท่องเที่ยวใหญ่ๆที่นักท่องเที่ยวมักไปกัน)






คราวนี้เรามากับคนใหญ่คนโตคืออธิการบดีกับคณบดี และ อ.เจี๊ยบ เพื่อลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัย Soutsaka College of Technology & Management เป็นโปรแกรมเร่งด่วนมาก บินเช้าวันเสาร์กลับบ่ายวันอาทิตย์ แอบเกร็งเล็กน้อยก่อนมา ฮ่าๆ โชคดีที่ทั้งอธิการบดีและคณบดีเป็นคนง่ายๆ เป็นกันเอง ไปไหนไปกัน


น้องวันมารับที่สนามบินด้วยรถตู้ของวิทยาลัย เราไม่ได้เจอกับวันเลยตั้งแต่กลับมาจากอเมริกา วันยังน่ารัก มีน้ำใจและทำงานอย่างมืออาชีพเหมือนเดิม




แซ่บแบบลาว


มาถึงลาวด้วยสายการบินไทยซึ่งแจกส้มตำเนื้อแดดเดียวบนเครื่องเพื่อเรียกน้ำย่อย แซ่บหลาย
เราเริ่มคิดถึงมื้ออาหารที่ลาวจะอร่อยเด็ดขนาดไหน จำได้ว่ามาลาวครั้งแรกไม่คิดถึงอาหารไทยเลย เพราะที่นี่อาหารอร่อยมากๆ

น้องวัน น้องโหยด และสาลี่ พาไปกินมื้อแรกที่ร้านขายเฝอ(หรือก๋วยเตี๋ยวแบบลาว)
อ๊ะ เรานึกได้ว่ายังไม่ได้ดื่มชาเย็นเลยวันนี้ ขอสั่ง “ชาเย็น” โลด



 


อะไรกันเนี่ย สั่งชาเย็น ได้ชาดำมา มันไม่ใช่นะ หันไปเห็นแก้วของรองผอ.เห็นแก้วชาเย็น ถามเค้าว่าเสิร์ฟผิดรึเปล่า (อยากจะตู่เอาแก้วโน้นอ่ะ)

น้องวันบอกว่าจะต้องสั่งว่า “ชาใส่นม” ถึงจะได้ดื่มชาเย็น โห…นี่ขนาดว่าเราพยายามศึกษาภาษาลาวมาแล้ว ยังพลาด


เฝอ: มื้อแรกที่ลาว




เฝอของลาวมีหลายขนาด พนง.เสิร์ฟถามว่าเอาขนาดไหน “น้อย กลาง จัมโบ้” เราเหลือบไปเห็นชามก๋วยเตี๋ยวของเค้าแล้วตกใจขนาด สั่ง”น้อย”ไว้ก่อน ปลอดภัยสุด จะได้ไม่กินเหลือ เดี๋ยวเสียชื่อสมาชิก Green Peace แย่เลย


เอ่อ...นี่ขนาดเล็กแล้วเหรอคะ มันถ้วยก๋วยเตี๋ยวของไทยขนาดปกติที่เรากินกันเลยนะเนี่ย
บนโต๊ะ มีขวดน้ำปลาขนาดใหญ่ ตั้งเอาไว้ให้ปรุงเอง มีผักเยอะมากๆเต็มโต๊ะ




โอ๊ะโอ... มีกะปิ(จากเมืองไทย)ด้วย มันเอาไว้กินกับอะไรเนี่ย สอบถามวัน(อีกที) วันเลยโชว์ให้ดูว่าเอาผักมาจิ้มกับกะปิ แล้วก็กินแกล้มกับเฝอ หรือจะใส่ลงไปในก๋วยเตี๋ยวก็ได้ อืม...ขอกินแบบไม่ปรุงอย่างที่เราชอบดีกว่า




กินอิ่ม (จริงๆอิ่มตั้งแต่อยู่บนเครื่องบิน) แล้วก็รีบเข้าที่พัก เพื่อจะได้ไปยังวิทยาลัยของวันกันต่อ จะต้องเซ็น MOU ตอน 15.30 น. คุณครูที่นั่นดูเป็นมิตรและใจดี หลังเซ็นเสร็จก็จะได้ทำความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกันต่อในเดือนเมษา 2556


 
 
----------------------------------------------------------------------------------------
 

หมากอะโวคาโดของโปรด



ก่อนมาลาวเราอ่าน review จากเว็บ pantip มีคนที่เคยไปลาวบอกไว้ว่าที่นี่มีอะโวคาโดขาย

โอ้ว...เราตาโต ผลไม้สุดโปรดของเราตอนแรกก็ยังไม่คิดว่ามันจะมีสักเท่าไหร่ เพราะมันดูเป็นผลไม้ฝรั่ง แต่เมื่อรู้ว่าที่เชียงใหม่ก็มีการปลูกเหมือนกัน อืม...เลยออกอาการดีใจ การตามล่าหาอะโวคาโดของเราได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว




ภาษาลาวคำว่า ผลไม้= หมากไม้

ดังนั้นจากตรรกะนี้อะโวคาโดก็จะถูกเรียกว่า หมากอะโวคาโด (ฟังจั๊กจี้จัง เหมือนกับศัพท์ยุคเก่าเลย)







ที่เวียงจันทน์เวลาจะซื้อน้ำอะโวคาโดปั่น จะเริ่มจากการซื้อผลอะโวคาโดก่อน หลังจากนั้นก็เอาไปให้แม่ค้าปั่นให้ ว้าว...มันกิโลละ 140 บ. เองอ่ะ ในขณะที่ราคาเมืองไทยพุ่งพรวดไปอยู่ที่ลูกละ 60 บ. (ราคาตลาดหาดใหญ่)




เราเลยซื้อ 1 กก.และก็ทะนุถนอมอย่างดี เอาขึ้นเครื่องกลับบ้าน

แง...ด้วยความขี้ลืมของข้าพเจ้าซึ่งฝังรากจนเป็นสันดาน ตอนที่เอาไว้ใต้ที่นั่งด้านหน้าบนเครื่องบิน ด้วยความที่ที่นั่งมันคับแคบและเรานั่งไม่เป็นสุก เอาเท้าไปวางบนกระเป๋า ตอนที่เหยียบลงไปรู้สึกเหมือนเท้าสัมผัสความไม่เรียบของกระเป๋าก็ยังไม่รู้สึกอะไร

โอ๊ะโยะโย๋... มาคิดได้อีกทีตอนถึงสนามบินสุวรรณภูมิ อะโวคาโดของช๊าน...นิ่มหมดแล้ว กลับถึงบ้านรีบลองเจี๊ยะ 1 ลูก อยากจะบ้า ไม่อร่อยซะแล้ว

หอบหิ้วมาเพื่ออะไรเนี่ย

เสน่ห์อาหารลาว



หลังจากลงนามความร่วมมือ ทำเรื่องที่เป็นความรับผิดชอบทางวิชาการเสร็จแล้ว น้องสาลี่กับโหยดก็พาพวกเราไปตลาดเช้า ไกลจากตัวเมืองเวียงจันทน์เล็กน้อย

สภาพตลาดสดของที่นี่ก็คล้ายๆเมืองไทย ของสดทั้งหลายที่ขายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคนแถวนี้เค้ากินอะไรกันเป็นอาหารหลัก อาทิ น้ำปลาร้า (เราซึ่งไม่เคยกินและไม่อยากกินตอนอยู่ไทย แต่เมื่อไปกินอาหารลาวเต็มรูปแบบ มีน้ำจิ้มใส่น้ำปลาร้า โอ๊ะโอ ไม่อยากเชื่อมันอร่อยอ่ะ)



 
 
 



เราเห็นมีขายน้ำปลาร้า และผัก ผลไม้ เต็มไปหมด แม้แต่ข้าวสารก็มีส่งมาขายจากเมืองอื่น ตอนแรกเราคิดว่าลาวรับสินค้ามาจากฝั่งไทยเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่เห็นว่าพื้นที่ที่เวียงจันทน์เป็นพื้นที่การเกษตรเลย  ไกด์บอกว่าสินค้าส่วนใหญ่มักมาจากเมืองอื่นๆ ผัก ผลไม้จะมาลงที่ตลาดเช้าตอนเช้ามืด








แม้แต่เชื้อฟืนขนาดเล็กๆก็มีขาย เห็นราคาแล้วแบบว่าของแพงๆทั้งนั้น 12000 กีบ 150000 กีบ โอ้ว...เหมือนว่าได้จับเงินเป็นฟ่อนๆ ช่างรวยแท้




พวกเราได้ลองชิมขนมพื้นบ้านของลาวด้วย อร่อยดีแฮะ


กล้วยทอดที่นี่ชิ้นใหญ่มากๆ ข้างๆกล้วยทอดในถาดจะเป็นขนมปังทอด คงทอดทั้งแผ่น อย่างหลังไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่เพราะมันอมน้ำมันเล็กน้อย

-----------------------------------

ภาษาน่ารัก: ภาษาลาว





เราชอบภาษาลาว เราว่ามันเรียบง่ายและไม่ต้องแปลความมาก มาคราวก่อนซื้อหนังสือหัดเขียน ก.ไก่ กลับไป 1 เล่ม แล้วก็เพลิดเพลินกับการเอาเข้าชั้นเรียนเพื่อให้นิสิตได้ร่วมเรียนรู้ภาษาลาว ตอนนี้เมื่อการเตรียมตัวเข้าสู่อาเซียนเป็นเรื่อง in trend นิสิตถามว่าเราจะเปลี่ยนจากสอนอังกฤษไปสอนภาษาลาวกันเลยมั๊ย ฮี่ๆ เนื่องจากเราเข้าใจภาษาลาวแต่ก็ไม่ 100% ออกแนวพอจะเข้าใจความแต่จะให้พูดก็ไม่ค่อยได้ เมื่อไปลาวครั้งนี้เลยซื้ออีก 1 เล่ม (ของเก่าไม่รู้ไปอยู่ไหนแล้ว) ราคาถูกกว่าครั้งก่อนที่ซื้อที่สนามบิน 80 บ. ราคาตามท้องตลาดแค่ 20 บ. เอง

เวลาเห็นภาษาลาวน่ารักๆ เราเลยอดแชะภาพไม่ได้
เริ่มตั้งแต่บัตรขาเข้าขาออกประเทศลาว

บัตรขาออก = บัตรแจ้งออกเมือง
ยิง =   ผู้หญิง



"ซื้อปี้ทางนี้"

ปี้ = ตั๋ว





พิพิธภัณฑ์พระธาตุทอง
ปอดควันยาสูบ = Smoking-free museum
(คำว่ายาสูบ บ้านเราก็ยังใช้กันอยู่)


คำที่เรามักเอามาพูดกับนิสิต คือ หากขอถุงพลาสติกที่นี่ต้องขอ "ถุงยาง" ฟังแล้วชวนให้คิดไปอีกแง่ :)
หรือหากจะบอกว่าผู้ชายคนนี้หล่อจัง ก็จะบอกว่า "เจ้าชู้จัง" (อืม...หรือว่าความหล่อกับความเจ้าชู้มันมักมาคู่กันน๊า...)

ยังมีคำว่า จอก  = แก้ว
วี = พัด

ตอนที่ไปแวะตลาดสดลาว เราไม่ได้ซื้ออะไรจากร้านที่ไปยืนๆดู เราสนใจภาษาลาวที่เขียนแปะไว้มากกว่า "ร้านส้มผักแซ่บ มาก น้อย ..." (อ่านไม่ออกอีกต่อไป ยากเกินความสามารถ แต่การใส่เครื่องหมายลูกน้ำ (...) ทำให้ดูดีมีชาติสกุล อิๆ เหมือนจะอ่านออก แต่ละเอาไว้ฐานที่เข้าใจ :)


วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ย้อนคิดหลังวันครู


ก่อนมาเป็นครู ไม่เคยคิดว่ามันมีหน้าที่อีกเยอะแยะมากมายนอกจากการสอน พอมาเป็นเต็มตัว
 อ้าว เฮ้ย...มันมีโน่นนี่นั่นให้ทำเยอะแฮะ (บางครั้งแอบคิดว่าหากเราไม่ตื่นเต้นกับการทำอะไรใหม่ๆและไม่รับปากช่วยงานเค้าไปทั่ว เราคงมีเวลาทำงานวิจัย หรือไปเรียนต่อนานแล้ว)

บ่อยๆที่มีงานขาจรเข้ามา รู้ตัวอีกที อ๊ะ...รับปากเค้าไป (อีก)แล้ว (ภายใน 3 วิ) ช่างใจง่ายซะไม่มี
 หรือบางครั้งก็เอาตัวเข้าไปทำด้วยความอยากและคันไม้คันมือด้วยคิดว่ามันเป็น "ประสบการณ์ใหม่ๆ"
 (ตาโตๆ วาวๆ หางแอบส่ายดุ๊กดิ๊ก เอ่อ...เราเป็นนกนะไม่ใช่หมา)





เมื่อวันอังคาร( 5 กพ.) พี่ใจ จนท.ภาระกิจงานแนะแนวและอาชีพ โทรมาตอนเย็นบอกว่าบริษัทการบินไทยจะมารับสมัคร air ground พี่ใจฝากให้เราช่วยประชาสัมพันธ์ใ้ห้นิสิตเอกอังกฤษรู้ด้วย

เราเลยเอาไปโพสท์ไว้ในเฟสบุ๊คกลุ่ม
เสียดายที่นิสิตปี 3 ต้องไปดูงานโรงแรมธรรมรินทร์ ตรัง ส่วนปีสี่ยังไม่กลับมาจากการฝึกงาน

เราเลยถือเป็นหน้าที่ที่ต้องไปสังเกตุการซะเอง เก็บข้อมูลเพื่อมาเล่านิสิตต่อได้
 (แอบคิดว่าตัวเองเป็นผู้กระจายข่าว เอ๊ย ผู้สื่อข่าว อิๆ)

โอ๊ะโอ...ไปงานไหนๆเราก็พบว่าเรามักเป็นอาจารย์คนเดียวในหมู่นิสิต (ไม่เห็นจะมีอาจารย์คนอื่นๆมาร่วมฟังเลยอ่ะ เรามองว่ามันเป็นโอกาสดีของนิสิตมากๆที่จะได้ทำงานอย่างที่ฝัน การเป็น air ground สำหรับผู้หญิงถือเป็นการไต่เต้าก่อนไปทำงานบนเครื่องนะเนี่ย แฮ่ม...มันเป็นความฝันของเราสมัยเด็กๆด้วยล่ะ ฮี่ๆ ไม่มีอาชีพไหนที่เราไม่อยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นบุรุษไปรษณีย์ บรรณารักษ์ นักเขียน ล่าม ไกด์ ฯ)

กว่าพี่ๆจนท.ผู้รับสมัครและมาแนะแนวงาน จะมาถึงก็เกือบบ่ายสอง พี่ใจเลยให้เราเล่าให้นิสิตฟังฆ่าเวลาเรื่องการสอบโทอิค (Test of Eng. for International Communication) ซึ่งคุณสมบัติข้อนึงคือต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 500 จาก 990 คะแนน

หลังจาก talk show เรื่องการสอบโทอิคไปประมาณนึงและพูดออกนอกเรื่องไปไกลจนไม่มีอะไรจะพูด บ่ายสองพวกพี่ๆจนท.ซึ่งบินมาจากกทม.ก็เดินทางมาถึง พี่ใจแนะนำให้เรารู้จักและชวนพูดคุย ( เข้าทางเราเลย อิๆ )

เราเล่าให้พี่ๆฟังว่านิสิตเอกอังกฤษสนใจแต่มาไม่ได้ และเรากำลังจะจัดสอบโทอิคในมหาลัย(โดยเราเป็นคนติดต่อศูนย์ที่กทม.ให้มาจัดสอบที่นี่เพื่อให้นิสิตจ่ายในราคา 700 B. เนื่องจากหากนิสิตไปสอบที่มอ.หาดใหญ่จะต้องจ่ายในราคา 1550 B. ในฐานะบุคคลภายนอก แล้วจะต้องจ่ายแพงไปทำไม เราเลยติดต่อกับศูนย์ที่กทม.เอง เราทำมาได้ 2 ครั้งแล้ว ก่อนไปอเมริกา 1 ครั้ง และก็หยุดไปตอนไปที่โน่น มารู้ทีหลังว่านิสิตไม่ได้สอบในปีนั้นเนื่องจากไม่มีอาจารย์ประสานให้ กลับมาเราเลยจัดต่อพร้อมอบรมเตรียมความพร้อมให้นิสิต 4-5 ครั้ง น่าภูมิใจที่นิสิตที่เข้าร่วมอบรมสม่ำเสมอทำคะแนนสูงสุดได้ 720 คะแนน (ทำได้มากกว่าเราตอนสอบครั้งแรกเมื่อสมัยเรียนปัตตานีซะอีก เราได้แค่ 685 คะแนน) ส่วนหลายคนก็ทำคะแนนได้ 500 กว่า)

พี่ๆจนท.บอกว่าปีนี้การบินไทยภูเก็ตรับสมัคร 90 อัตรา โอ้ว...เราตาโต ตื่นเต้นแทนนิสิตที่จะมีโอกาส
มากๆหากพยายาม พี่ๆรับปากเราว่าหากเราหานิสิตที่จะสมัครงานมาได้สัก 20 คน ก็จะมาแนะแนวพร้อมรับสมัครงานให้เมื่อนิสิตทราบผลโทอิค

เข้าทางๆ นายหน้าจัดหางานอย่างเรา อิๆ

เรากลับมารีบเขียนข้อความแปะไว้ใน FB ของเอกอังกฤษ เอ่อ...ยาวมากไม่รู้ว่าจะเรียกข้อความหรือจม.ดี (อิๆ)




----------------------
ประกาศสำหรับนิสิตปี 4 (โดยเฉพาะผู้สอบ TOEIC) บัณฑิตเอกอังกฤษที่อยากเปลี่ยนงาน และนิสิตปี 3 ที่พลาดโอกาสการเข้าฟังและสมัครงาน air ground 

วันนี้ครูเข้าร่วมฟังบริษัทการบินไทยมาแนะแนวและรับสมัครงานค่ะ ได้มีโอกาสคุยกับผู้รับสมัครงานจากการบินไทย และแจ้งพวกพี่ๆเค้าว่าเอกอังกฤษปี 4 ยังไม่กลับมาจากฝึกงานและกำลังจะสอบ TOEIC วันที่ 16 กพ. นี้ รวมทั้งนิสิตปี 3 จำนวนหนึ่งสนใจจะเข้ารับฟังเพื่อเตรียมตัว

พี่ๆจนท.ใจดีมากค่ะ สอบถามว่านิสิตจะได้ผลโทอิคเมื่อไหร่ ถ้าหากนิสิตสนใจจะสมัครงานนี้ พี่ๆจะมาใหม่อีกรอบ หากมีผู้สนใจสมัครประมาณ 30 คน (ครูบอกว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่สมัครโทอิคเพราะสนใจจะสอบงานสายการบิน) พี่ๆจะบินมาจากกทม.เพื่อเปิดรับสมัครอีกรอบให้พวกเราโดยเฉพาะค่ะ รับสมัครทั้งหมด 90 อัตรา (ปริญญาตรีทุกสาขา)

คะแนนโทอิคแค่ 500 จาก 990 พวกเราทำได้แน่นอนค่ะ

หากคนใดสนใจให้ลงชื่อได้ที่ข้างล่างนี้นะคะ ครูจะรวบรวมดูว่าถึง 30 คนรึเปล่า (มีนิสิตปี 4 เอกอื่นๆที่สนใจด้วยค่ะ) จะได้นัดวันกับพี่ๆจนท. ครูกะว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์ที่ 24 กพ. ค่ะ (ผลโทอิคจะได้หลังจากสอบประมาณ 3-4 วัน)

ตอนนี้เตรียมความรู้เพื่อสอบไว้เยอะๆนะคะ รวมทั้งบุคลิกภาพ ความมั่นใจในการสอบสัมภาษณ์ และหนังสือรับรองการจบจากมหาวิทยาลัย

สู้ๆ ค่ะ โอกาสเป็นของเราแล้ว พวกเราจะได้ได้ชื่อว่าเป็นเอกอังกฤษรุ่นที่ได้เข้าทำงานการบินไทยมากเป็นประวัติศาสตร์ (โอ้ว!)

---------------------------------

การได้ช่วยทำความฝันของลูกศิษย์ให้เป็นจริง ก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่พึงกระทำ เราคิดแบบนั้น

---------------------------------

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

Turn 38!




I'm relief that I've finished 2 assignments from the course "Critical Thinking in Language Learning and Teaching which started from 7 Jan. - 15 March 2013, so I'm having more time for
blogging. 
Today is my birthday. Time flies! This year I turn 38 years old! 

Much to my pleasure, each year that passes, each birthday is actually better than the previous one. It's as if life is becoming richer:)
When I was young, I always wondered how people felt when they reached 20, 25, 30.
I think people at thirties something might be very mature. To me, I still think I've a child inside me. I don't know if it's because I still live with my family, single.  I don't feel like I'd like to get married.  I'm very happy with my single life. Thankfully, in Thailand, the number of women postponed their marriage is increasingly higher. Statistically, there're 40% of single women. Most important, parents are less likely to push their children to get married. 
Each year I try to give instead of receive in January as I feel that it's my birthday month.  Good news is this year I've got big gifts from Fulbright Thailand,that is,  4,000 used books (ie, fictions, non fictions, books ranging from history to education)!  I once informed P'Poon, the Fulbright Outreach officer that I'm doing the reading project and would like to promote the love of reading among youth.  In a couple of week afterwards, she told me I'd get books from America to put in the self-access center and local library. I'm so thrilled. 
These days, I've  regularly emailed to Mr. Robert who'd kindly ship the books to my university.
I think this'll become the big gifts for the university I've ever given. ( Even they're not directly from me, but somehow it's from my network :). It's somehow like my dream of becoming a librarian come true as I'd like to spend my time in a library and now I'm going to have 4,000 used book to take care of (before handing them to the library and self-access center.:)

Keep doing a good job, Nok
------------------------------

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

Life is competition?



กำลังใจ: การทำดีอย่างง่ายๆ



 
เราพบว่าว่าการทำความดี บางทีมันก็ไม่ต้องใช้เงินมากมาย ไม่ต้องบริจาคก็ได้ เนื่องจากมันสามารถทำได้หลายอย่าง 
เช่น การให้กำลังใจคนและทำให้คนที่มีฝันได้ทำตามฝันของเค้า บางคนท้อได้ง่ายเมื่อคิดไปถึงอุปสรรคที่อยู่ข้างหน้า
หากเราเสริมแรงเค้า คอยช่วยเหลือและ(แอบ)ผลักเค้าเบาๆให้เดินไปข้างหน้า ตามหาฝัน ฝันของเค้าก็ไม่ไกลเกินไป

วัลลภา (อร)


อรเป็นเด็กขยันเรียน และตั้งใจเรียนมาก เข้าห้องเรียนตามเวลา ไม่เคยขาดเรียน และเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเรียน คุณสมบัติแค่นี้คงไม่พอหากอรไม่มีใจมุ่งมั่นที่จะทำตามฝันด้วย

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อเราชวนอรและเพื่อนๆเอกอังกฤษปีสามไปฟัง Fulbright Talkshow: Read with Greed ที่หาดใหญ่
มีทุน Global Undergrad Scholarship ที่ให้ทุนนิสิตในภูมิภาคได้สอบชิงทุนไปเรียนอเมริกาเป็นระยะเวลา 5 เดือน หรือ 1 ปี
 เราเอาทุนนี้มาโพสท์บน FB ของสาขาวิชาก็มีคนมาคลิ๊ก Like แต่ไม่มีคนสมัคร (จะคลิกทำไมเนี่ย :( เราพูดในห้องเรียนอีก ก็ยังไม่มีคนสมัคร เราเลยไม่ทำอะไรต่อ เดือนถัดมาเมื่ออาจารย์นิคม หัวหน้าภาคฯบอกว่าให้ช่วยแปะทุนนี้อีกที เราก็เลยแปะอีก (ยังไม่เข็ด 55) คราวนี้โทรไปหานิสิตบางคน กล่อมให้ลองดูเผื่อได้ขึ้นมาก็จะเป็นโอกาสดีของชีวิตมาก ไม่ลองไม่รู้

อรเป็นหนึ่งคนที่ยุขึ้น ขั้นตอนของการสมัครมีเยอะมาก จนมีคนที่สมัครพร้อมๆกันถอดใจ และทำให้อรก็ถอดใจไปด้วยแต่เธอก็โทรมาแจ้งให้ทราบว่าอยากเปลี่ยนใจ เลยต้องใช้วิทยายุทธกล่อมกันใหม่อีกครั้งว่าหากไม่ลองก็จะเสียดายทีหลัง เพราะจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว เนื่องจากโครงการนี้รับนิสิตที่ต้องเหลือการเรียนตอนกลับมาจากอเมริกา 1 เทอม ซึ่งนิสิตปีสามหากไม่สมัครเทอมนี้ ขึ้นปีสี่ก็สมัครไม่ได้ และคนที่ไม่ได้มีพ่อแม่ร่ำรวยหากอยากไปนอกก็ต้องกล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ ทุกอย่างมันเป็นประสบการณ์ไปหมด พลาดคราวนี้อย่างน้อยได้รู้ขั้นตอนการสมัครทุน 1 ทุน จบปริญญาตรีแล้ว การจะสมัครทุนต้องทำเอง แต่ทุนนี้มีเราเป็นผช. และรู้แนวทางของ Fulbright เพราะฉะนั้นมันไม่ยากเกินไป คิดแง่บวกไว้หากสอบทุนไม่ได้ครั้งแรก ครั้งต่อไปอาจเป็นเรา เพราะทุนนี้เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้าพาตัวเองเข้าไปสมัคร ผ่านขั้นตอนหินๆของการเขียนเรียงความ 3 เรื่อง แถมยังต้องขอ transcript จากโรงเรียนมัธยมอีกด้วย นี่เป็นเหตุให้บางคนท้อและรู้สึกว่ายุ่งยาก

 มีผู้กล้าจากเอกอังกฤษ 3 คน คือ แป๋ม โบ และอร มีเสียงพูดให้ได้ยินว่าเพื่อนๆที่ไม่สมัครมักจะบอกว่าหากได้ทุนนี้จะมีปัญหาเรื่องกลับมาเรียนไม่พร้อมเพื่อน รับปริญญาไม่พร้อมกัน ปัญหาจิปาถะที่เพื่อนยกมา

ในที่สุดอร แป๋ม โบ ก็มีชื่อเข้าสอบสัมภาษณ์จากจำนวน 24 คนเราไปเป็นเพื่อนสอบที่ CAT Telecom หาดใหญ่ เป็นการสอบผ่าน VDO conference จากกทม.โดยมีกรรมการ 3 คนสัมภาษณ์ มีบางช่วงที่สัญญาณขาดๆหายๆ (โอ้ว...นี่ขนาดว่าเป็นผู้นำด้าน telecommunication นะ) ใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 10-15 นาที

อรผ่านรอบสัมภาษณ์ 10 คน และไปสอบ Paper-based TOEFL แล้วเธอก็ผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้ายอย่างสวยงาม 
เย้! ตื่นเต้นเหมือนได้ทุนเอง  (นี่ถ้าเราอายุวัยมหาลัย อรมีคู่แข่งแล้วนะเนี่ย อิๆ ;) เห็นทุนนี้แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่ทุนสำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ว่าโอกาสอาจเป็นของลูกศิษย์เรา

เราปลอบแป๋มและโบว่าพวกเค้าเป็นคนกล้าที่เริ่มก้าวแรกไปแล้ว ดังนั้นอย่ากลัวกับการสอบครั้งต่อไปและอย่าท้อถอย เราก็เคยสอบทุนครั้งแรกไม่ได้เหมือนกัน (ทุนเรือเอเชียอาคเนย์ไปญี่ปุ่น) แต่ 4 ครั้งของการสมัครทุนหลังจากความผิดหวังเล็กๆครั้งแรก เราก็ผ่านทั้งหมด แป๋มกับโบ หากไม่ท้อก็จะเป็นอย่างนี้ได้เหมือนกัน เราเชื่อมากๆ

                                                              


เราพบว่านิสิตมหาลัยเราขาดแรงจูงใจในการสอบแข่งขันระดับประเทศมากๆ เพราะมัวแต่คิดว่าเป็นคนตัวเล็กๆ เรียนก็ปานกลาง นิสิตมหาลัยอื่นเก่งๆทั้งนั้น สอบแข่งขันกับเพื่อนไม่ได้หรอก ฟังแบบนี้แล้วเราก็คันปาก หากไม่พยายามก่อน จะรู้มั๊ยว่าตัวเองทำได้รึเปล่า หรือหากคิดว่าความสามารถยังไม่ดีพอ ทำไมไม่พยายามพัฒนาตัวเอง ไม่มีใครเก่งมาแต่อ้อนแต่ออก พรสวรรค์มีแค่ 10% แต่พรแสวงหรือความมานะ วิริยะ 90% จะทำให้ไปได้ไกล

นิสิตมักจะชอบฟังเวลาที่เราเล่าเรื่องการได้รับทุน การใช้ชีวิตเมืองนอก พวกเค้ามักจะตาโตและคิดว่าเราเก่ง เรามักจะบอกเสมอว่ามันไม่ใช่ความเก่ง แต่มันคือความกล้าปนบ้าบิ่นในการสมัครทุนนั้นๆแม้จะดูว่ามีการแข่งขันสูง ความกล้าและการมองโลกในแง่ดี มองทุกอย่างให้เป็นประสบการณ์หนึ่งของชีวิต ทำให้เราพร้อมที่จะสมัครทุนต่างๆเมื่อเห็นคุณสมบัติของตนเองพอจะมี (หรือหากไม่มีแต่พอใกล้เคียงก็พยายามสุดฤทธิ์ที่จะเขียนให้เข้าข่าย 55) อีกอย่างหนึ่งคือต้องทำกิจกรรมนอกชั้นเรียนโดยเฉพาะในเชิงจิตอาสา เพราะการทำงานบำเพ็ญประโยชน์มันทำให้เรามองถึงการสร้างความสุขให้ผู้อื่น ละทิ้งตัวตนรวมถึงการคิดถึงแต่ตัวตน มันทำให้ทัศนคติเวลาที่เราสอบสัมภาษณ์ออกมาดีเพราะความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำและทำให้คุณสมบัติคนทำแตกต่างจากคนที่เก่งทางวิชาการเพียงด้านเดียว

ในใบสมัครทุน Global Undergrad ก็มีให้กรอกเรื่องการทำงานอาสาสมัคร (น่าน...ไง)

เราพบว่าการแข่งขันทุนไม่ได้แข่งกับผู้อื่น มันคือการแข่งกับตัวเอง profile แต่ละคนมีคุณสมบัติหรือสิ่งที่นำเสนอต่างกัน แล้วแต่ว่าแต่ละคนเขียนถึงตัวเองในแง่ไหน แต่คุณสมบัติไหนล่ะที่จะถูกใจกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คำกล่าวที่ว่า “ชีวิตคือการแข่งขัน” คงจะจริง แต่สำหรับเรามันจริงยิ่งกว่าในแง่ที่ว่า “ชีวิตคือการแข่งขันกับตัวเอง” แข่งเพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีกว่าเก่า เป็นชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ทำความดีเมื่อมีโอกาสและได้แบ่งปันความสุขให้คนอื่นด้วย
นี่คือสิ่งที่เราพยายามยึดเป็นหลักปฎิบัติ อายุที่มากขึ้นอีก 1 ปี ควรมีโอกาสสร้างสิ่งดีๆให้สังคม เริ่มจากสังคมเล็กๆในมหาลัย การให้กำลังนิสิต

“ทำดีได้ง่าย สบายจัง”