วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2565

Reflection: Global Learning Session

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรม GLOBAL LEARNING ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม GLOBAL LEARNING SESSION กับนิสิตมาเลเซีย มหาวิทยาลัย UITM ฉันมีความรู้เกี่ยวกับกับประเทศมาเลเซียเบื้องต้นอยู่บ้าง เช่น เรื่องของสกุลเงินมาเลเซียใช้เป็นริงกิต ภาษาหลักคือภาษามลายู อาหารประจำชาติคือนาซิอายัม มหาวิทยาลัยในมาเลเซียจะไม่มีชุดยูนิฟอร์ม เป็นต้น ส่วนที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศมาเลเซียเพิ่มเติมในครั้งนี้ คือ 1.ประเทศมาเลเซียมีสถานที่สำคัญที่ตกเป็นมรดกโลกหรือ UNESCO มีทั้งหมด 4 แห่ง ด้วยกัน ได้แก่ หุบเขาเล็งกงอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู อุทยานแห่งชาติกีนาบาลู จอร์จทาวน์ และมะละกา ซึ่งหวังว่าสักวันหนึ่งถ้าฉันมีโอกาสได้ไปประเทศมาเลเซียอีกครั้งก็จะตามเก็บสถานที่เหล่านี้ 2.ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์โรคระบาดโควิดในประเทศมาเลเซียในปัจจุบันว่าตอนนี้คนในแต่ละรัฐสามารถเดินทางข้ามรัฐได้แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถเดินทางข้ามรัฐได้ และปัจจุบันประเทศมาเลเซียได้เปิดประเทศสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าประเทศได้แล้ว แต่เปิดให้ท่องเที่ยวได้เฉพาะรัฐลังกาวีเท่านั้น ซึ่งอนุญาตสำหรับคนที่มีวัคซีนแล้วเท่านั้น 3.ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย UITM KEDAH และที่ดูน่าสนใจมากที่สุดคือภายในมหาวิทยาลัยมีART GALLERLY ด้วย ซึ่งทำให้รู้สึกว่าอยากไปเยี่ยมชมสักครั้ง 4.จากวิดีโอ UNSUNG HERO ทำให้ได้เรียนรู้ว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่เราให้กับคนรอบตัวเป็นประจำทุกวันก็สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ ถึงแม้การที่เราทำไปเราจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาก็ตาม แต่เราได้ความสุขจากการให้แน่นอน และความสุขที่บริสุทธิ์คือการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน 5.ฉันได้รับประสบการณ์ใหม่ๆมากขึ้น ทั้งได้เพื่อนใหม่ และได้มุมมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นใหม่ๆอีกด้วย และที่ประทับใจมากที่สุด คือ ทุกคน ENJOY กับการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ว่าการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนิสิตไทย มาเลย์ เวียดนาม และร่วมฟังเพลงของแต่ละชาติด้วยกัน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้อีก
Reporter: บุชรอ เอกอังกฤษ ปี 1 Date: Wed. 5 Jan. 2022

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2564

เพื่อนแบบ FB

เพื่อนมักมีอะไรให้ประหลาดใจ หรือเพื่อนก็เป็นแบบนี้ล่ะ แต่เราอาจจะเพิ่งมารู้:) เมื่อเพื่อนในวัยผู้ใหญ่บอกว่าเลือกเพื่อนที่จะคุยโดยดู FB อดนึกถึงหมอดูที่ดูดวงคนผ่านลายมือ ผ่านใบไม้ ผ่านโหงวเฮ้ง bla..bla..bla.. แต่เพื่อนคนนี้เลือกเพื่อนที่จจะคุย(หรือไม่คุย)กับเพื่อนผ่านการโพสท์ FB ของเพื่อน (เขียนเองเริ่มงงกับสรรพนามแล้วนะเนี่ย) เราก็น่าจะเป็นคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนหยิบมาจาก FB ซึ่งจริงๆแล้ว FB เราแทบไม่มีอะไรมาก เราใช้มันเป็นบันทึกเรื่องงานซะมากกว่าเรื่องอื่นๆ เพื่อให้มันเตือนอีกทีในปีถัดๆไปว่าทำอะไรบ้าง และใช้ FB ในการนึกถึงกิจกรรมที่ทำในแต่ละสัปดาห์ เดือน ปี FB ของเราเลยไม่ได้สนใจยอด like เรายัง unfollow, unfriend คนที่มีใน FB อยู่บ่อยๆ เราว่าหากอยากเป็นเพื่อนกับใคร ก็ค่อยขอ FB กันใหม่ และหากเพื่อนจะทำแบบนั้นบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาแหละเนอะ เรา unfollow เขาได้ เขาก็ unfollow / unfriend เราได้เหมือนกัน ตอนนี้นอกจาก FB & LINE เราก็ยังมี What's app อีกอย่าง เอาไว้ติดต่องานกับต่างประเทศ เพราะมันฮิตในบ้านเมืองเขามากกว่า เพื่อนมาเลย์เคยบอกว่านิสิตเขามอง FB ว่าเป็น Papa & Mama's era ฮ่าๆ เป็นยุคสมัยของพ่อแม่ พวกเขานิยม IG หรือใช้ What's app มากกว่า แม้แต่ที่ลาว What's app ก็ยังเป็นที่นิยม เราว่ามันยังดูใช้ยาก เพราะโชว์เบอร์โทรศัพท์มากกว่าหน้าคน ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เอ๊ะ ตั้งต้นเรื่องเพื่อน ตอนนี้เราไปไกลถึง What's app แล้ว หากเปรียบเพื่อน เพื่อนหลายคนเหมือน FB ที่เราอยากเจอทั้งใน FB & Face-to-face เพื่อนบางคนเหมือน LINE ที่เราเอาไว้ติดต่อและเก็บไว้เมื่อต้องติดต่องาน เพื่อนบางคนคงเหมือน What's App ที่นานๆเจอกันที เห็นกันไกลๆ และเมื่อเห็นกันทีก็ร้องว่า What's up,man? เรามีเพื่อนคนนึง เพื่อนคนนี้ของเราเหมือนเป็น FB ในช่วงแรก แต่ จุ๊ๆ ...เพื่อนคนนี้นะมีความติสท์และโลกส่วนตัวสูง แว่บมาแว่บไป ทำให้เรางง ๆ จนเราเปลี่ยนสถานะ(ให้เอง)จาก FB เป็น What's app เพื่อนที่คุณก็รู้ว่าใคร :)

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2564

หนังสือ - ห้องสมุด - อาชีพ

ตอนเด็ก ๆ คำถามยอดฮิตที่เด็กๆโดยถาม คือ "โตขึ้นจะเป็นอะไร" เราตอบส่งๆบ่อยๆ แล้วแต่อาชีพที่นึกออกตอนนั้น เมื่อยังเล็กมากคงตอบแค่ พยาบาล ครู และเมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากลัวเลือด (แถมด้วยเรียนวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับ D:) อาชีพนี้ก็ตกขอบไป ให้นึกถึงตอนเด็กเมื่อไหร่ อาชีพที่เรานึกถึงจะต้องมีหนังสือหรือกระดาษเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เราเคยอยากเป็นบุรุษไปรษณีย์ เราว่าอาชีพนี้นำความสุข ความตื่นเต้นให้ผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นข่าวดี ข่าวร้าย การมีบุรุษป.ณ.มาเยือนแล้วยื่นจดหมายให้ เราว่าการรอคอยมันมีค่า ( ตอนนี้จะรวมความดีใจและตื่นเต้นที่ได้รับของจาก Kerry, Flash , Best เข้ามาด้วย :) แต่หากตอบแบบจริงๆจังๆ เราว่าตอนนั้นเราอยากเป็น "บรรณารักษ์" ห้องสมุดคือที่แห่งความสุขของเรา สถานที่เงียบๆ มีชั้นวางหนังสือให้เดินไล่เรียง หาหนังสือที่อยากอ่าน และหลายครั้งที่หาเล่มหนึ่ง แต่กลับได้หนังสือเล่มอื่นๆที่เจอระหว่างกวาดสายตาผ่านติดมือกลับมาด้วย เราชอบใช้เวลาอยู่ห้องสมุดมาตั้งแต่สมัยประถม-มัธยม-มหาลัย ความรู้สึกหนึ่งที่มีต่อบรรณารักษ์คือ "ความใจดี" "หน้าตายิ้มแย้ม" สมัยเด็กครูดวงประทีป มักจะนั่งอยู่ในห้องสมุด เราว่ามันเท่ห์สุดๆกับการมี office ที่เป็นห้องสมุด มีหนังสือรายล้อม เราตระเวณอ่านหนังสือจากห้องสมุดของโรงเรียน ยาวไปถึงห้องสมุดของโรงเรียนวัดเขาบ่อ วัดแหลมพ้อ และเมื่อเรียนมัธยม ห้องสมุดของโรงเรียนก็มีหนังสือเยอะแยะให้อ่าน เราว่าหนังสือนอกเวลาของยุคประมาณ 2529-2535 นั้นเราน่าจะอ่านเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็น -มอม -ฉันอยู่นี่ศัตรูที่รัก -แก้วจอมแก่น -เอมิลยอดนักสืบ -ห้าสหายผจญภัย (เล่มนี้เราเพิ่งเจอฉบับภาษาอังกฤษจากร้านมือสองเมื่อ 2ปีที่แล้ว ดีใจเหมือนเจอขุมทรัพย์ รู้สึกเหมือนยังผจญภัยไปกับห้าสหายได้อีก ความรู้สึกของการอ่านเล่มนี้ตอนเด็ก กับตอนโต ไม่ต่างกันมาก ขอบคุณภาษาอังกฤษที่ทำให้เราได้อ่านทั้ง 2 versions) -ห้าใบเถา -แวววัน -เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก (เรื่องนี้เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเขียนเรื่องแนวนี้บ้าง หยิบเอาเรื่องที่ย่า ยาย แม่ เล่าให้ฟังมาเขียน เล่าวิถีแถวบ้านน่าจะดี) จากความชอบหนังสือและห้องสมุด พาเรามาไกลสู่การเป็น "ครูภาษาอังกฤษ"ทิ้งอาชีพบรรณารักษ์เอาไว้ข้างหลัง ได้แค่เอามาใส่ในวิชาที่เรียน ด้วยการแนะนำหนังสือน่าอ่านให้นิสิต และพยายามปลูกฝังการอ่านให้ลูกศิษย์...และเพื่อน :)

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564

Invictus: Movie reflection

I love when the president gives the winning trophy to the captain of the rugby national team. It made him aware of his own importance that he not just rugby players popular sports of white people, but represents the hope of the whole South African nation. The most important thing is that he is doing his best for others. จากการชมภาพยนตร์เรื่อง INVICTUS ทำให้เห็นว่า เนลสัน แมนเดลา เป็นคนที่มองการณ์ไกล และทำทุกอย่างเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น เช่น ดังคำพูดของเมนเดลาว่า “อดีตมันเป็นอดีตไปแล้ว” ทำให้เห็นว่าเขาไม่จมปลักกับอดีต และไม่นำสิ่งร้ายหรือสิ่งไม่ดีในอดีตมาทำให้เกิดผลกระทบกับปัจจุบัน ถึงแม้ในอดีตคนผิวสีและคนผิวขาวจะมีความขัดแย้ง และมีความไม่พอใจหรือความแค้นต่อกันมากเพียงใด แต่เมเดลลาก็สามารถสร้างความปรองดองระหว่างทั้งสองเข้าด้วยกันได้ เพราะเขาเชื่ิอว่าถ้าอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนหรือเหยียดสีผิวกัน ย่อมก่อให้เกิดความคิดและทัศนคติที่ดีต่อกันได้ ส่งผลถึงการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาประเทศได้ ในภาพยนตร์หนูรู้สึกประทับใจตอนที่แมนเดลาเข้าไปขอให้พนักงานทำงานต่อ โดยให้บอดี้การ์ดรอข้างนอก แล้วเขาพูดว่า "หากคุณต้องการให้คนอื่นเชื่อสิ่งที่คุณพูด คุณต้องไม่แอบอยู่หลังคนที่ถือปืนเพราะนั่นเป็นการบังคับเขา" นี่ถือเป็นการกระทำที่ให้เกียรติผู้อื่น โดยไม่ใช้อำนาจของตัวเองเป็นใหญ่ และสามารถทำให้เข้าถึงจิตใจของผู้อื่นมากขึ้น แมนเดลาจะเน้นสร้างความปรองดองของคนในประเทศและยุติความขัดแย้ง ทำให้คนในประเทศมีความสามัคคีแต่ไม่แบ่งแยกกัน เหตุนี้ทำให้เขากลายเป็นที่ยอมรับของคนในประเทศในที่สุด จากการได้ดูหนัง Invictus ผมได้รับข้อคิดต่างๆ และได้มุมมองใหม่มากขึ้น แม้ว่าการเหยียดสีผิวในประเทศของเราจะไม่ได้โหดร้ายเหมือนต่างประเทศ แต่มันก็ยังสามารถเชื่อมโยงกับการเหยียดสิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเหยียด ฐานะ เพศ และศาสนาในสังคมของเรา สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือการที่ผู้นำเลือกที่จะใช้วิธีปรองดองในการดูแลประชาชนทั้งสองฝ่าย เเม้ว่าในอดีตกลุ่มคนผิวสีจะไม่ได้รับสิทธิ์เท่าคนผิวขาว สิ่งนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ของคนสองกลุ่ม โดยการสลายความกลัวของคนผิวขาวที่กลัวว่าตนจะถูกรังแกกลับ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้คนผิวขาวกลับรู้สึกปลอดภัยและไว้ใจคนผิวดำมากขึ้น “ถ้าเราอยากจะสร้างสันติกับศัตรู เราจะต้องจับมือกับศัตรู แล้วศัตรูก็จะกลายเป็นหุ้นส่วนของเรา” ผมเห็นด้วยกับวลีนี้อย่างมาก เพราะไม่มีวิธีการใดที่จะทำให้ศัตรูกลายเป็นเพื่อนได้ดีเท่าการปรองดอง จากการที่ผมได้ดูหนังเรื่อง Invictus ผมประทับใจตอนที่เนลสัน แมนเดลดาพูดว่า “I am the master of my fate, I am the captain of my soul.” แสดงให้เห็นว่าเนลสันเป็นคนมีจิตใจที่แน่วแน่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค แม้ว่าตัวเองจะต้องติดคุกนานถึง27ปี ต่อมาหลังจากที่เขาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำให้คนในประเทศแอฟริกาใต้ไม่ว่าจะเป็นคนขาวหรือคนผิวสีปรองดองกัน และในที่สุดเขาก็ทำมันจนสำเร็จผ่านกีฬารักบี้ ซึ่งจากการดูหนังในครั้งนี้ทำให้ผมได้รับข้อคิดต่างๆมากมายเพื่อที่จะนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ให้รู้จักการมองการณ์ไกล ความเท่าเทียมกันของเพื่อนมนุษย์ และความรักความสามัคคี และที่สำคัญคือการไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก จากที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องinvictus ได้เรียนรู้ว่าการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาปรับใช้เป็นบทเรียนเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง การที่เราโดนใครสักคนหรือคนกลุ่มใหญ่กระทำไม่ดีจนส่งผลกระทบทางจิตใจหรือร่างกายไม่จำเป็นต้องแก้แค้นด้วยการทำแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้น การเรียนรู้ที่จะให้อภัยและให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เรียนรู้ความของเป็นจริงของเราจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า เหมือนที่Nelson Manladaทำมาตลอด จนเขาสามารถเปลี่ยนมุมมองของคนผิวขาวต่อคนผิวดำได้ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสังคม ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน ต่อให้เขาจะเป็นถึงผู้มีอำนาจสูงสุดแต่ไม่มีคำสั่งที่ให้ประชาชนแบ่งชนชั้นกัน คุณลักษณะที่ผู้นำประเทศจำเป็นต้องมีคือมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเห็นคุณค่าของทุกคน เพราะเป็นสิ่งที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้ จากการดูภาพยนตร์เรื่อง Invictus หนูประทับใจการที่ภาพยนตร์ใช้กีฬารักบี้เป็นทั้งสัญลักษณ์และตัวเชื่อมเรื่องราวต่างๆทั้งหมดของเรื่อง รักบี้เป็นกีฬาที่แบ่งชนชั้นของคนผิวขาวกับผิวดำ มีบทสนทนาของคนขาวกับคนดำในเรื่องที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างฟุตบอลที่ผิวดำชอบกับรักบี้ที่คนผิวขาวเล่นเป็นปกติในแอฟริกาใต้ว่า “ฟุตบอลเป็นกีฬาของนักเลงที่เวลาเล่นจะเล่นแบบสุภาพบุรุษ แต่รักบี้เป็นกีฬาของสุภาพบุรุษที่ตอนแข่งจะเล่นแบบนักเลง” เป็นคำพูดที่เสียดสีคนผิวดำ เหมือนกับพยายามจะเปรียบว่าคนผิวดำที่พยายามจะยกระดับตัวเอง หรือแม้แต่คนผิวดำเองก็ทำทุกอย่างที่จะไม่เชียร์รักบี้ทีมชาติตัวเองเพื่อแสดงการเป็นศัตรูกับคนผิวขาวอย่างชัดเจน ดังคำพูดที่เนลสัน แมนเดลล่าพูดว่า แม้แต่ตัวเขาเองเมื่อครั้งหนึ่งที่เขาถูกคุมขังอยู่เขาก็ยังเชียร์ชาติอื่นที่แข่งกับทีมชาติแอฟริกาใต้ และหนูเห็นในหนังมีการสอดแทรกความเหลื่อมล้ำในสังคมเข้าไปบ้าง เช่นที่คนรับใช้ในบ้านของคนขาวที่บ่นเรื่องสวัสดิการที่ค่อนข้างมีปัญหา หรือตอนนักรักบี้ทีมชาติต้องออกไปตามชนบทเพื่อไปสอนเด็กๆผิวดำให้เล่นรักบี้ ซึ่งฉากนี้ทำให้หนูเห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากของคนผิวดำ และหนูคิดนี่ว่าน่าจะเป็นกุศโลบายที่สำคัญที่เนลสัน แมนเดลล่า พยายามใช้รักบี้เป็นตัวเชื่อมให้คนผิวขาวเข้าใจคนผิวดำและให้คนผิวดำหันมาสนับสนุนคนผิวขาวและเพื่อเป้าหมายการเป็นแชมป์โลกรักบี้ของทีมชาติแอฟริกาใต้โดยมีความเป็นหนึ่งเดียวของชาติคือเป้าหมายหลักที่เนลสัน แมนเดลล่าตั้งใจที่จะทำให้เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ จากที่ได้ดูภาพยนตร์ Invictus หนูชอบฉากประเทศแอฟริกาในยุคสมัยนั้น ที่เค้าทำย้อนไปในอดีตทั้งรถ บ้าน ตึก ผู้คนที่พอดูแล้วรู้สึกว่าเหมือนเราอยู่ในยุคนั้นจริงๆ ทำให้เราอินกับหนังและตัวละครมากขึ้น จริงๆแล้วหนูเป็นคนที่ไม่ค่อยดูหนังแนวนี้ แต่หลังจากดูรู้สึกว่าหนังให้แรงบันดาลใจเรามากๆเหมือนให้พลังบวกเรามากขึ้น การเปลี่ยนความคิดของคนหลายล้านคนที่ไม่ชอบกัน ขัดแย้งกัน แต่กลับมาปรองดองกัน สำหรับหนู หนูมองว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากแทบจะเป็นไปไม่ได้ ผู้นำมีอุดมการณ์และเป้าหมายที่แน่วแน่ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือแมนเดลามีความเชื่อ เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เขาเริ่มจากตัวเอง และคนใกล้ตัว จนทำให้คนอื่นๆเชื่อตามเขา แมนเดลาเป็นผู้นำที่มีความอ่อนโยนให้อภัยคนผิวขาว ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง แต่จะคิดถึงคนอื่นด้วยเสมอ ไม่จมอยู่กับอดีต อยู่กับปัจจุบัน และสร้างอนาคตของประเทศให้ดีขึ้น หนูมองว่าเป็นผู้นำที่ดีมากๆ

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

Decluttering Life: ลดสะสม เน้นสะสาง

เหตุ: อ่านหนังสือไป 2 เล่ม คือ ชีวิตดีได้เมื่อทิ้ง และ หนึ่งปีที่จะไม่ซื้อของ (One Year without Purchase) เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองไม่ซื้อของเยอะ และจัดการกับความยุ่งเหยิง หนังสือเต็มบ้าน สิ่งที่ตามมา: 1. การจัดการหนังสือ เราพยายามลดจำนวนหนังสือในบ้าน ด้วยการที่เมื่อเอาหนังสือมาคืนที่ห้องสมุดประชาชนกศน. สี่แยกป่าไม้ เราก็จะนำหนังสือมาบริจาคด้วย เวลาหยิบหนังสือก็จะพยายามตัดใจอย่างรวดเร็วว่ามันจะไปเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ดีกว่านอนแช่อยู่บนชั้นหนังสือที่บ้านเรา ตอนนี้หนังสือภาษาไทยเลยเริ่มเหลือน้อย ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษเราจะบริจาคที่สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัย เพราะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับนิสิตที่อ่านภาษาอังกฤษได้ มากกว่าเอาไปให้ที่ห้องสมุดประชาชน แต่จริงๆแล้วนิสิตก็ยังไม่ค่อยอ่านนิยายภาษาอังกฤษสักเท่าไหร่นะ เอกอังกฤษก็มักอ่านตามสั่งในรายวิชาการอ่านซะมากกว่า ต้องขอบคุณห้องสมุดประชาชน ที่เราส่งคืนหนังสือสายเป็นเดือน ก็ไม่ว่า 55 เราเลยได้ใจ เอ๊ย ม่ายช่าย เราเลยตอบแทนด้วยการเอาหนังสือไปบริจาคทุกครั้งจนเป็นธรรมเนียม เราพบว่าแต่ละครั้งเมื่อไปที่นั่นก็ยังมีหนังสือน่าอ่านที่เราหาได้ที่นั่นที่เดียว อย่าง 2 เล่ม ข้างต้นก็เหมือนกัน 2. การจัดการยกเลิกบัตรเอทีเอ็ม เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่าบัตรเอทีเอ็ม มีค่าธรรมเนียม 200 บ.ต่อปี ก็สะดุ้งเฮือก เพราะเราอุตส่าห์คิดว่าการไม่มีบัตรเอเทีเอ็มน่าจะดีไม่ต้องจ่ายเงินคล่อง รูดปื๊ด ๆ เมื่อบัตรธ.กรุงเทพ หายทั้ง 2 ใบ เราก็ใช้การโอนเข้าบช.ของพี่แทน จนโอ๋เตือนขึ้นมาครั้งนึง เราเลยคิดว่าไม่ได้ซะแล้ว ต้องรีบไปปิดบัตร เดือนที่แล้ว เราเลยไปปิดบัตรที่ธ.กรุงเทพ สาขาหน้ามหาลัย โดยไม่ได้ขอค่าธรรมเนียมคืน วันนี้ (4/3/64) เราไปยกเลิกอีก 1 บัตร ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา หน้าราชภัฎ ไปตั้งแต่เช้า เลยได้เป็นคิวแรกๆ รวดเร็วมาก และโดยไม่ต้องขอค่าธรรมเนียมคืน น้องจนท.ก็จัดการให้เสร็จสรรพ เลยได้เงินคืนมา 183 บาท! ดีใจจัง ที่ช้ำใจก่อนหน้านี้คือบัตรเครดิตของเทสโก้ โลตัส เรียกเก็บเงินรายปี 600 กว่าบาท ทั้งที่ยังไม่ได้เปิดใช้ใดๆ เมื่อเราเข้าไปอ่านในกระทู้พันธ์ทิพย์ มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว และไม่เห็นมีใครขอยกเว้นค่าธรรมเนียมได้ ไอ้หยา! เราถือใบแจ้งจ่ายเงินไปจ่ายที่ counter จ่ายเงินของเทสโก้ จ่ายไม่ได้ ต้องไปชำระที่ธนาคารชั้น 1 ด้านล่าง (น้อง cashier บอกอย่างนั้น) ปรากฎว่า 2 ธนาคาร ก็จ่ายชำระเงินให้ไม่ได้ เสียอารมณ์มากมาย แล้วจะเขียนวิธีชำระเงินไว้เยอะแยะทำไม ท้ายสุดวันรุ่งขึ้น เราก็ไปจ่ายที่ป.ณ. ห้าแยกเกาะยอ ภายใน 5 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย จบกันที! ------------- 30/03/64 กลับมาเขียนต่อว่า decluttering อะไรไปบ้างในรอบเดือนมีค. อิๆ 1. เราทำเรื่องค้างคาเสร็จไปอีกเรื่อง ไปจ่ายชำระภาษีที่สรรพากรจังหวัดมาแล้วเมื่อ 22/3/64 ตอนเช้าก่อนเข้ามาสนง. ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็ดำเนินการเสร็จ คนอื่นๆมักทำเรื่องออนไลน์ แต่เรารู้สึกว่าให้จนท.ทำให้น่าจะเรียบร้อยกว่า มั่นใจได้ว่าไม่ต้องมานั่งทำหลายรอบ (ปีนี้ก็เหมือนทุกปีที่เราหักลดหย่อนภาษีจากการบริจาคเงินวันไหว้ครู 10000 บ. + หมู่บ้านเด็กโสสะ 300 บ./เดือน รายปี ซึ่งปีนี้เราไม่ได้บริจาคให้น้องป๋อ แต่บริจาคให้หมู่บ้านเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ต่อ เนื่องจากถามน้องแจ๋วแล้วว่าเด็กๆทุกคนจะมีเงินที่จัดสรรปันส่วนให้อยู่แล้ว + UNICEF 1499 บ. เพื่อกล่องข้าว อิๆ เราเห็นใบเชิญชวนให้บริจาคอยู่ใน locker เลยชวนโอร่วมบริจาคด้วย (อันนี้ถือว่าเป็นการบริจาคในปีใหม่และเดือนเกิด) ซึ่งโอใจดี บริจาคแบบเต็มจำนวนและเกินมา 1 บ. ทำให้เราไม่ต้องเติมเงินของตัวเองเข้าไป :) 2. เมื่อวานเราสะสางหน้าตู้หนังสือที่บ้าน ให้กตช่วยเก็บกระดาษใส่กระสอบไปขายของเก่า และจัดหนังสือในตู้อีกหน่อย ตัดใจทิ้งหนังสือ magazine (Japan Perspective) ซึ่งตั้งเอาไว้นานมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เบื่ออ่านนะ แต่ตั้งไว้ก็ไม่ได้หยิบมาอ่านมาก เลยยกให้การชั่งกก.ขายซะเลย เราจะตัดใจหนังสือเป็นระยะๆ ด้วยการเอาไปบริจาคห้องสมุดประชาชนกศน. ----- การอ่านหนังสือ ยิ่งอ่านให้จบเร็วเท่าไหร่ เราก็จะตัดใจบริจาคได้เร็วเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่เราว่าเราก็อ่านหนังสือแค่รอบเดียว จะตั้งเอาไว้ให้เต็มตู้ทำไมเนอะ แบ่งๆให้คนอื่นๆอ่าน น่าจะได้ประโยชน์กว่า เดือนที่ผ่านมา Eng. Club และเราจัด Book Discussion เราก็ได้หนังสือจากนิสิตมาอ่านเพิ่มอีก 2 เล่ม "สิ่งที่สำคัญในชีวิต" โดยนิ้วกลม ยืมต่อมาจากบี พิมพกานต์ และครอบครัวที่ลัก (Shoplifter) นิยายญี่ปุ่นละมุนละไม ที่เริ่มจากเราได้ยินว่าเป็นหนังญี่ปุ่นที่ดี เมื่อนิสิตวันนาเดีย ซึ่งเข้าร่วม Book Discussion เขียนว่าเธอกำลังอ่านเล่มนี้ เราเลยแลกกันอ่าน โดยเราให้ยืม "ห้องอาหารนกนางนวล" (ยืมมาจากมอนอีกที อิๆ) ตอนนี้เราก็มี "ครอบครัวที่ลัก" รออ่านอยู่อีก 1 เล่ม

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

หาดสวยด้วย Trash Hero

ของขวัญปีใหม่ วันแดดร้อน ลมทะเลแรง ขอบคุณน้องนนท์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Trash Hero Songkhla ที่ให้ของขวัญปีใหม่ เป็นกระบอกน้ำ refill น้องนนท์บอกว่าให้ในฐานะที่เป็น "แกนนำ" ดีใจจัง เลื่อนตำแหน่งแล้ว
กิจกรรมของ Trash Hero มีทุกเดือนนะ เว้นช่วงไปแค่หน้าฝน 2 เดือนที่แล้ว ปีนี้ (24 Jan. 2021) เราเข้าร่วมกิจกรรมของ Trash Hero เก็บขยะชายหาด โดยมีนิสิตปี 3 ลี่หยุ่นและแฟน มาเข้าร่วมด้วย เธอทักมาทาง msg ทันทีเมื่อเห็นเราโพสท์ใน TSUWESTERN ุถามว่าเรามาไหม ทีมจากมหาลัยทักษิณ เลยมีกัน 3 คน ครั้งนี้ Trash Hero ร่วมกับนศ.กศน.ตำบลเขารูปช้าง จำนวน 23 คน (รวมพวกเรา) มาเก็บแถวลานดนตรี
เรามาตั้งแต่ช่วงแรกๆเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และพยายามจะมาร่วมทุกครั้งที่มีโอกาส คนร่วมเก็บของเรามักเป็นนิสิตทั้งไทยและเทศ และเพื่อนๆ แม้ไม่มีใครมา ก็มาหาเพื่อนเอาข้างหน้า อิๆ
หากเข้าร่วมเก็บขยะ 3 ครั้ง ส่งรูปไปที่เพจ FB: Trash Hero Songkhla ก็จะได้เสื้อไปใส่เท่ห์ๆด้วยนะ

ของหวาน(ปาก)ยามค่ำ

ร้านขนมร้านใหม่ที่พวกเราเริ่มติดใจ เวลาจุ๋มขับรถไปส่งที่เกาะยอ มักจะใช้เส้นทางวชิรา-ถนนเตาอิฐ-ถ.ติณสูลานนท์ ทำให้พวกเรา 3 สาวผ่านร้านขายขนมไทยๆ ชิ้นละ 3 บาท เมื่อก่อนที่ตลาดวชิรา ก็เคยมีร้านขนมข้างทาง ตอนเย็นๆแบบนี้ให้เลือกขนมชิ้นเล็กๆใส่ตะกร้า ยื่นให้แม่ค้าคิดเงิน ก็จะได้ขนมมากมายกลับไปกิน อิๆ เหมือนเป็นการชิมขนมซะมากกว่า เพราะว่ามาคำเล็กๆ แต่แบบนี้ล่ะถึงจะอร่อย เพราะมันมาจำนวนน้อยๆ ทำให้อยากกินอีก ทุกครั้งที่ผ่านพวกเราเลยมักจะแวะซื้อกัน ของโปรดเราคือ ถั่วกวน (อันดับ 1) มันกวน ข้าวเหนียวแดงแบบแข็งๆ ช่วงหลังเราหันมากินขนมหวานมากขึ้น เราเลยซื้อข้าวฟ่างกินด้วย เมื่อก่อนเราไม่กินข้าวฟ่างกวนเลยนะ เราว่ามันหวานมาก เม็ดขนุนก็ด้วย แต่ตั้งแต่ปีที่แล้ว เรารู้สึกตัวเองว่าชอบกินของหวานจัง และพอไปทำงานที่สนง.วิเทศ เราว่าเรากินได้เรื่อยๆ ตอนนี้พอเช็คนน. เราหนัก 45 kg. แล้ว ซึ่งไม่เคยหนักเท่านี้มาก่อน มันจะประมาณ 43-44 มาตลอด ! Oh, No! ว่าแล้วก็กินต่อ อิๆ
ตักบาตรตอนค่ำ เราพยายามจะ go green เลยทั้งพกกระบอกน้ำเวลาไปนั่งร้านกาแฟ และหากไม่เอาไป เราจะรู้สึกผิดกับการจ่ายเงินเพื่ออุดหนุน Green Peace มาก ตอนนี้เราพ่วงการพกกล่องข้าวมาไว้สนง.เวลาไปซื้อข้าวกล่องที่โรงอาหารมหาลัย และเมื่อวานก็พกกลับบ้านด้วย เลยได้ใส่ขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากรูปจะดูเหมือนตักบาตร อิๆ จุ๋มกำลังใส่บาตร ส่วนเราเปิดฝารับของที่พุทธศาสนิกชนให้

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2564

Every day a good day: Movie review

เมื่อเราจะยกเลิกการใช้ Netflix หลังจากสมัครเป็นสมาชิกมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 63 เดือนละ 219 B.เพราะรู้สึกว่าชักจะใช้เวลาดูหนังเยอะไปแล้ว อิๆ (ด้วยความกลัวไม่คุ้มค่าสมัครแต่ละเดือน) ก่อนวันที่ 14 Jan.2021 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการใช้ Netflix เราเลยมองหาหนังที่คิดว่าน่าจะหาจาก Youtube ดูได้ยากดูสักหน่อย เมื่อคืนเข้าไปอ่าน review หนังญี่ปุ่นเรื่อง Every day a good day (2561) และคิดไว้ในใจว่าจะดูเรื่องนี้ล่ะ เราไม่ได้ดูหนังญี่ปุ่นมานานแล้ว เพราะปันใจไปให้หนังอินเดีย และกลับมาดูซีรี่ย์เกาหลีทาง Netflix อยู่หลายเรื่อง อิๆ หนังญี่ปุ่นที่เราประทับใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือ Jiro Dream of Sushi & the Last Recipe ซึ่งเรื่องหลังนี้ได้รางวัลออสการ์ด้วยนะ (ถ้าจำไม่ผิด) หลังจากนั้นเราก็ร้างลาหนังญี่ปุ่น จนมาดูเรื่องนี้ Every day a good day หนังตั้งชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เราว่ามันต้องเป็นหนัง feel good แน่ๆ ถึงเรื่องนี้ตัวแสดงไม่มาก (หนังญี่ปุ่นมักเป็นแบบนี้แฮะ ตัวละครน้อย และเล่นกับอารมณ์เป็นหลัก) และออกจะเป็นหนังเรียบเรื่อย แต่ก็ทิ้งอะไรให้คิดเอาไว้เยอะนะ เรื่องนี้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ พิธีชงชาไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้ตัวเอก Noriko ผูกพันธ์ตั้งแต่วันแรกๆที่เข้าไปเรียนในวัย 20 ปี (ปี 3) จนเธออายุ 40 ปี ! (อะไรจะมั่นคงขนาดนั้น หากเป็นเราๆเปลี่ยนงานอดิเรกไปเป็น 10 เอ๊ย 100 แล้ว อิ ๆ ) เราเคยเรียน tea ceremony เมื่อตอนไปอบรม IATSS ที่เมือง Suzuka Prefecture ปี 2552 ทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องนี้ เพราะรู้ขั้นตอนการชงชาอยู่บ้าง ว่าการกินขนมหวานก่อนจะทำให้ดื่มชาเขียวอร่อยขึ้น ดื่มชาเขียวที่ญี่ปุ่นอยู่เกือบ 2 เดือน แบบไม่หวาน และทำให้จำเพื่อนญี่ปุ่นบอกได้ว่าเมื่อเธอดื่มที่ไทย ชาเขียวไม่เป็นชาเขียว original เหมือนเธอกำลังดื่มน้ำหวาน ! พิธีชงชาดูมีมนต์ขลังและเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ สำหรับคนที่อยากฝึกความสงบทางจิตใจ การ focus ทำกิจกรรมบางอย่างเงียบๆ ครูของ Noriko สอนให้เธอ "ใช้มือพาไป" อย่าจำว่าต้องทำอะไร ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันจะเป็นธรรมชาติไปเอง มีฉากหนึ่งซึ่งเรารู้สึกร่วมมาก คือภาพน้ำตกซึ่งแทรกมาในช่วงที่นางเอกกำลังมองตัวหนังสือคันจิ waterfall แล้วเป็นรูปปาดพู่กันเหมือนน้ำตกกำลังไหลลงมา โอ้ การตัดต่อเยี่ยมมาก เรารู้สึกตามในทันที เรื่องนี้สำหรับเรามันสอนการอยู่กับธรรมชาติอย่างสงบ ฉากธรรมชาติและการเรียนรู้การชงชาให้ความรู้สึกสงบ เราได้รู้ว่าหนังบางเรื่อง ไม่ต้องหวือหวาให้หัวใจเต้นแรง แต่แค่ใจเต้นไปช้าๆ ก็มีความสุขได้ เรื่องนี้ยังทำให้นึกถึงเพลง something good in every day ของวงนั่งเล่น ซึ่งทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีทุกๆครั้งที่ได้ฟัง อารมณ์บวกก็จะมาในทันใด :) Remark: เรื่องนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน และ Noriko ตัวเอกของเรื่องคือผู้เขียน ! Credit:ภาพจากthe moviedb.org/movie/537152

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2564

มิโล แมวน้อยกระโดดไม่เป็น : Book Review ( Jan. 2021)

มิโล แมวน้อยกระโดดไม่เป็น: วรรณกรรมอิตาลี เขียนโดย: Costanza Rizzacasa d'Orsogna สนพ.อ่านอิตาลี ผู้แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ (2019) เราเพิ่งจะรู้จักหนังสือเล่มนี้จากน้องตาล บรรณารักษ์หอสมุด ซึ่งรู้ว่าเราชอบอ่านหนังสือวรรรณกรรมเยาวชน เพราะเวลาที่หาหนังสือวรรณกรรมเยาวชนในหอสมุดไม่เจอ เราก็มักใช้บริการ “เพื่อนช่วยหาหนังสือ” บริการดีๆ ของหอสมุด เมื่อวานไปรับหนังสือมาแล้ว หนังสือเล่มเล็กมาก ปกแข็ง หน้าปกน่ารัก เรากะว่าน่าจะอ่านจบระหว่างนั่งรถกลับบ้านจากมหาวิทยาลัย - บ้าน สัก 2 รอบ (นั่นหมายถึง 2 วัน) เย้! จบจริงๆด้วย ด้วยความที่เป็นเรื่องอ่านเพลิน ไม่ซับซ้อน แต่ให้แง่คิดที่หลายครั้งผู้ใหญ่อย่างเราหลงลืมไป เล่าย้อนไปหน่อยนึงว่าตอนเด็กๆเรามักอ่านวรรณกรรมเยาวชนญี่ปุ่นจากสำนักพิมพ์ผีเสื้อ (โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง สมุดพกคุณครู และวรรณกรรมเยาวชนของตะวันตก (เช่น ห้าสหายผจญภัย นิทานกริมม์ ) อ๊ะ ยังรวมนิทานอีสป นิทานเวตาล นิทานพื้นบ้านไทย ๆ (ซึ่งตอนเด็กหนังจักรๆวงศ์ๆ เสาร์อาทิตย์ รู้จักดีมาก ตั้งตารอ 8.00 น. เวลาของ “แก้วหน้าม้า” “หลวิชัย คาวี” อืม...สมัยเด็ก เราไม่ค่อยเห็นวรรณกรรมเยาวชนจากประเทศอื่นๆ อาจจะเพราะไม่ค่อยมีคนแปล โตขึ้นมาอี๊ก เมื่อเรียนภาษาอังกฤษ ก็ดั๊นมีนิสัยที่ว่าเมื่อรู้ภาษาอังกฤษระดับนึง ก็จะคิดว่าคนแปลวรรณกรรม / นิยาย แปลไม่ลื่น อ่านสะดุด ภาษาไม่สวย (ซึ่งให้ตัวเองแปลก็อาจจะแย่กว่า 55) เราเลยอ่านฉบับ original และเลิกบ่นเรื่องนี้ไปพักนึง เมื่ออ่านจบแต่ละเล่มก็จะภูมิใจไป 3 วัน 8 วัน (วรรณกรรมเยาวชนที่อ่านช่วงโต เช่น Matilda, แทบทุกเรื่องที่ Roald Dahl เขียน ซึ่งยังตามล่าหาอ่านให้ครบทุกเล่มอยู่จนตอนนี้) เรื่องที่ชอบมากและพบว่าวรรณกรรมของประเทศอื่นก็น่าอ่าน แต่น แต๊น...ก็จะเป็นวรรณกรรมสเปน เรื่องหอยทาก เดินช้า และกุ๊ชโฉ่ (อย่าลืมลองไปหาอ่านกันดูนะ) คนที่หาวรรณกรรมเยาวชนดีๆอ่าน ไม่ควรพลาด เขียนมาจะ 1 หน้า วนจะทั่วโลกแล้ว ก็ยังไม่ถึง “มิโล” อิ ๆ มิโล ทำให้เรานึกถึงแมวดำที่บ้าน ความเป็นแมวดำไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่ามันน่ากลัว หรือนำโชคร้าย (ใครคิดแบบนี้เราว่าล้าหลังมาก) แต่จากเรื่องนี้ ความเป็นแมวดำ ทำให้ “มิโล” ไม่ค่อยเป็นที่ต้องการสักเท่าไหร่ จนได้เจอแม่มนุษย์ผู้ใจดีเอามาเลี้ยง และคอยดูแล เด็กๆที่อ่านเรื่องนี้จะได้เห็นมุมความรักของคนเลี้ยงและลูก(แมว)เลี้ยงด้วยนะ เราว่ามันช่วยกล่อมเกลาให้คนอ่านรักสัตว์ แม้แต่สัตว์ที่ไม่น่ารัก เช่นแมงป่อง วัว มิโลมีวิธีคิดแบบเด็กๆมองบวก มีเพื่อนไปทั่ว และพยายามช่วยเหลือสัตว์ตัวอื่นๆที่มีปัญหา ปัญหาของมิโลมีแค่เรื่องความพิการที่ทำให้มันเดินโซเซ กระโดดไม่เป็น (อย่างชื่อเรื่อง) เพื่อนแต่ละตัวของมิโล มักมาพร้อมเรื่องชวนคิด เช่น วัว ซึ่งบ่นว่าคนมักชอบกินเนื้อวัว “ที่มีความสุข” ผ่านการเลี้ยงอย่างเอาใจใส่ แต่คนเหล่านั้นไม่คิดว่าวัวเหล่านั้นไม่น่าจะมีความสุข เพราะต้องถูกเอาน้ำนมไป แทนที่มันจะได้เก็บไว้เลี้ยงลูก หรือเลี้ยงมันอย่างดี แต่ก็เอามันไปกิน (อ่านถึงตอนนี้ ก็เห็นจริงด้วย เพราะเห็นads หลายอันที่บอกว่าเลี้ยงวัวอย่างดี ให้ฟังเพลง บีบนวดเต้านมให้แม่วัวมีความสุข พูดแล้วก็อยากกินมังสะวิรัติ เพื่อลดการฆ่าสัตว์นะเนี่ย) ส่วนแมว ที่คนเอาไปเลี้ยงดูเพื่อถ่ายรูปลง Instagram แต่แมวดำมักถ่ายให้สวยยาก ซ้ำคนถ่ายยังจับแมวเปลี่ยนท่าโน้นท่านี้ ถ่ายเพื่ออวดความน่ารักสัตว์เลี้ยงของตน แมวกลายเป็นผู้ประดับบารมี (อันนี้ก็จริง คนมีสัตว์เลี้ยง มักถ่ายภาพอวด และมีการซื้อแมวพันธ์ดีๆ ทำให้แมวจรจัด หรือแมวตามบ้าน ไม่ได้รับโอกาสได้รับการดูแล และหลายคนก็ทิ้งแมวเมื่อมันไม่น่ารักแล้ว (จริงอีก ! ตามวัด เยอะแยะไปด้วยแมวและหมา) เรื่อง “มิโล” เสียดสีมนุษย์และทำให้มนุษย์ดูเป็นตัวร้ายไปเหมือนกัน เหมือนเป็นการเล่าจากสัตว์เล็กๆ ที่พูดถึงผู้เลี้ยง และมนุษย์อีกแง่มุมที่น่าคิด เป็นเรื่องอ่านเพลินๆ ที่จบอย่างไม่รู้ตัว ----------------

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

OMG มันดีมาก

Oh My God (2012) หนังอินเดีย สำหรับคนที่ชอบหนังที่เอาไว้ถก ยกประเด็นศาสนาคุยกัน หลังจากเราดูเรื่อง PK ( ซึ่งออกฉายหลังเรื่องนี้อยู่หลายปี) และแนะนำเรื่องนี้ไปทั่ว ทั้งยังเอามาเป็นหนังให้นิสิตดูในชั้น และในกิจกรรม "เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านแผ่นฟิล์ม" นิสิตชอบเรื่องนี้กันมาก เวลาดู จะมีเสียงหัวเราะขบขันตัวละคร PK อยู่เป็นช่วงๆ เมื่อดูเรื่อง PK แล้วกลับมาดูเรื่องนี้ Oh My God มันให้ความรู้สึกคล้ายๆกัน กับการตั้งคำถามการมีอยู่ของพระเจ้า PK ตามหาพระเจ้าเพราะของสำคัญที่จะนำพาตัวเองกลับดาวดวงที่จากมาถูกขโมยไป ส่วนตัวเอกใน OMG ไม่ศรัทธาในพระเจ้า (เรียกว่าเป็น antheist) ต้องการฟ้องพระเจ้าที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว จนร้านของตนเองพังเสียหาย เพราะเมื่อไปขอเงินประกันจากบริษัทประกันๆบอกว่าไม่จ่ายในกรณีที่เกิดจาก the act of god ทำให้ตัวเอกต้องฟ้องร้องผ่านศาล ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อศาสนาต่างๆที่ถือว่าเป็น agent ของพระเจ้า ทั้งสองเรื่องนี้ บทคมมาก ดูไป ฟังไป ก็จะพยักหน้าเห็นด้วยตามเป็นระยะๆ บทสรุปของทั้ง 2 เรื่องก็ดีมาก เราว่าคนทุกศาสนาดูได้ ดูแล้วก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกขัดแย้ง และที่สำคัญที่เราจับได้จากเรื่อง OMG คือ พระเจ้า (ของทุกศาสนา) อยู่ในใจ ไม่ต้องมองหาในสิ่งก่อสร้าง วัด สัญลักษณ์ มันอยู่ในคนด้วยซ้ำ มองหาและศรัทธาจากหัวใจ อย่างมงาย หนังสองเรื่อง (รวมทั้งหนังอินเดียส่วนใหญ่) ยาวกว่าหนังทั่วๆไป 2 hr. เป็นอย่างต่ำ แต่เพราะมันเป็นหนังดี ทำให้ดูและลุ้นไปจนจบ OMG พอเรารู้ว่าเป็นเรื่องที่คนฟ้องพระเจ้า ตอนแรกก็ไม่อยากดู คิดนำไปก่อนแล้วว่า "เว่อร์ น่าจะไร้สาระ" แต่กลับได้สาระเพียบ และเรารู้สึกว่า "อย่าตัดสินใจจากการได้ยินหรือคิดไปก่อนว่าน่าจะเป็นแนวนั้น แนวนี้" ให้ดูก่อน แล้วค่อยวิจารณ์ เพราะไม่งั้นจะเรียกตัวเองไม่ได้ว่าเป็นคน "เปิดใจ" เรียนรู้ รับรู้สิ่งใหม่ๆ อิๆ ยิ่งทึ่งเมื่อรู้ว่า OMG มี producer คือ Akshay Kumar ดาราอินเดียคนโปรดของเรา ที่เราหาหนังของเขาดูอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Pad Man, Toilet , Singh is Bling, Namaste London, Tees Ma Kan, Entertainment ----- Credit ภาพจากโปสเตอร์อย่างเป็นทางการของบริษัทหนัง

ทำอะไรดีปีใหม่ 2564

ปีใหม่ 2564 ล่วงเข้าวันที่ 2 COVID-19 ก็ยังอยู่ ครบรอบมีค.นี้ มันก็จะอยู่มาครบ 1 ปี และยังสร้างความหวาดหวั่นไปทุกวงการ โรงเรียนจำนวนมากในกท.ปิดนำไปก่อนแล้วเมื่อกลางธันวา 63 ส่วนมหาลัยเราแจ้งให้สอนวิชาภาษาอังกฤษทั่วไป ตั้งแต่ 4-17 Jan. 2021 แล้วค่อยดูสถานการณ์ต่อว่าจะสอน online / on site เราใช้เวลาวันหยุด 31 Dec. - 3 Jan. อยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ พยายามทำให้ดูเป็นช่วงปีใหม่ ด้วยการลุกขึ้นมาจัดห้อง ซักผ้า ถูบ้าน (Marie Kondo ก็มาเป็นระยะๆ อิๆ) อากาศเย็นสบายช่วงนี้ ท้องฟ้าอาจจะมืดบ้าง แต่ตากผ้า ได้ลมช่วย ทำให้ผ้าห่มแห้ง นอนหลับสบาย หนังสือนิยายรับปีใหม่ มังกรพรางรัก
เราอ่านหนังสือนิยาย "มังกรพรางรัก" ของเก้าแต้ม จบไปแล้ว นิยายสนุกมาก เป็นเชิงสืบสวน สอบสวนฆาตกรรมอำพราง (Serial killer) เราไม่ค่อยอ่านนิยายของเก้าแต้มสักเท่าไหร่ ซึ่งพบว่าเราน่าจะคิดผิดที่ตัดสินจากการอ่านปกหลัง (หลายเรื่องของเธอมักเขียนย้อนยุค ผู้ชายเป็นเจ้า ฐานะดี ซึ่งยังไม่ค่อยถูกจริตด้านการอ่านของเรา แต่ช่วงหลังมานี้เราอ่านแนวนี้ เลยยืมห้องสมุดมาอ่าน และก็ดีจริงๆ แนะนำๆ (เก้าแต้มเคยเขียน "คุณชายพุฒิพงค์" หนึ่งในคุณชายตระกูลจุฑาเทพ ที่เคยเป็นละครโด่งดังทางช่อง 3 นำแสดงโดยเจมส์ จิรายุ Short Cuts to Happiness
เรื่องนี้ดีจนต้องเลือกมาเป็นหนังสือนอกเวลาของวิชา Analytical & Critical Reading ปี 2 เทอม 2/2020 ในภาวะที่อารมณ์คนเราดำดิ่งและกังวลกับสถานการณ์โควิด -19 เราว่าคงจะดีหากเลือกเรื่องอ่านเชิงบันดาลใจให้นิสิต ให้ได้คิดไปกับมัน และไม่มองแต่เรื่องตนเอง

Don't let everyone interrupt your dream: Book review

The last book of the year 2020: อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน เราได้หนังสือเล่มนี้มาจากห้องสมุดประชาชน มันดีมากนะ แนะนำให้หาอ่านกันถ้าชอบแนวตัวอย่างชีวิตที่ดีได้เพราะความพยายามและความรักต่อสิ่งที่ทำ 19 เรื่องของชาวญี่ปุ่นตัวเล็กๆที่ฝ่าฟันอุปสรรคและมุ่งไปข้างหน้า ทุกเรื่องน่าประทับใจพอกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณครูที่พยายามสอนเด็กสาวขี้เกียจคะแนนต่ำเตี้ยให้สนุกกับการเรียนรู้และสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากๆของญี่ปุ่นได้ ! เรื่องของหมีคุมะมง แก้มแดง ที่เราเพิ่งรู้ว่าเป็นไอเดียของแถมจากการขายดีไซน์โปรโมทจังหวัดการท่องเที่ยว จนดังไปทั่วโอซาก้า และดังต่อเนื่องในหลายประเทศ หมีอารมณ์ดีคุมะมงถูกทำออกมาถึง 3,000 แบบ และเลือกออกมาเป็นแบบเดียวที่พวกเรารู้จักกันดี (ต้องทำเยอะขนาดนี้ไหม:) คนดังญี่ปุ่นที่เรารู้จักจากหนังและเป็นคนคล้ายๆกับข้างต้นคือคุณลุงซูกิยะบาชิ จิโร่ ขายซูชิ ที่ทำซูชิทุกวันอย่างไม่รู้เบื่อ และพยายามพัฒนาซูชิให้ดีขึ้นทุกวัน จนเรื่องราวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนัง (แต่เมื่อถาม Yuka เพื่อนญี่ปุ่นว่ารู้จักหนัง Jiro Dream of Sushi (2011) เรื่องนี้ไหม เธอไม่รู้จัก (อ้าว!) คุณลุงเขาดังไกลมากๆนะ เรารู้มาว่าร้านคุณลุงได้รับรางวัลมิชลิน และต้องจองคิวไปกินกันเป็นปีเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Young entrepreneur: เมื่อลูกศิษย์ให้ความรู้

Diyaporn Wisamitanan 1h · Shared with Your friends #Human Review: สิ่งที่ได้เรียนรู้จากนิสิต ช่วงวันหยุดยาว เราทำอะไรหลายอย่าง แต่สิ่งที่น่าจะมีสาระสุด คือ การได้มาตั้งคำถาม-ตอบ กับนิสิตกีตาร์ กศ.บ.อังกฤษ ปี 3 ซึ่งให้ความรู้เราและผองเพื่อนด้านการเป็น young entrepreneur & การทำธุรกิจออนไลน์ (เป็นตัวกลางรับซื้อสินค้าจากจีน)ที่เธอบุกเบิกมาเองจากความชอบ Cosplay และขายในกลุ่มเล็ก ตั้งแต่เธออยู่ชั้น ม.4 - ปี 3 (รู้สึกอายเล็กน้อย-ปานกลาง เพราะในวัยนั้น เรายังขอเงินที่บ้านใช้อยู่:) จนตอนนี้กลุ่มลูกค้าเธอขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ภาษาจีน ภาษาที่ 3 ของเธอ ที่เธอเรียนมาตั้งแต่เด็กได้นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างงานให้เธอ ๆ เล่าให้ฟังว่าเธอใช้ภาษาจีนในการติดต่อกับผู้ขาย มากกว่าจะใช้ภาษาอังกฤษที่ร่ำเรียนมา 55 และการรู้ภาษาจีนทำให้เธอได้สินค้าราคาถูกกว่า กีตาร์ยังเป็นคนหนักเอาเบาสู้ และมองหาช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้ตนเอง เธอเคยเป็นพนง.เสิร์ฟ และรับจ้างแต่งหน้า ควบคู่ไปกับการทำงานนี้และการเรียน สุดยอดมาก ขอชื่นชมนิสิตที่เป็นตัวอย่างที่ดีของเพื่อนๆ และของครู ผู้ไม่หวงวิชาและยินดีเล่าเคล็ดลับการทำงาน การขาย และการแก้ปัญหาเมื่อเจอลูกค้ายากๆ ว่างๆ มาเป็นครูสอนครูอีกนะคะ

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Cafe review: The Seek Cafe, Songkhla Old Town

เหตุผลการเข้าร้านกาแฟ บางครั้งก็ไม่มีเหตุผล (?) แค่ชื่อร้านน่าสนใจ แว่บมองเข้าไปคนนั่งน้อย (เอ๊ะ จะดีไหม) ก็ตัดสินใจเข้าเลย ความคิดเรื่องการเลือกร้านมักสวนทางกับเพื่อน ๆ ที่มักมองว่าร้านไหนคนเยอะ ควรไปลอง ฝีมือน่าจะรับประกันความอร่อย
ส่วนเราชอบเลือกร้านว่างๆ มันดูมีความเป็นส่วนตัวกว่ากันเยอะ ร้านนี้ชื่อน่ารัก seek = ค้นหา เรานึกถึงการเล่นซ่อนหา hide & seek เกมโปรดสมัยเด็กๆ Seek Cafe โลโก้ร้านเขาน่ารัก จะมองเป็นตัว S หรือ C ก็ได้ (เอียงคอมองนะ และก็ยังดูเป็นเลข 8 (infinity) ช่วงที่เข้าร้านคนน้อย ทำให้ได้คุยกับเจ้าของร้าน ๆ บอกว่าคนมาเรื่อยๆ แถมคนทางภาคเหนือช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็มากันเยอะ คงเหมือนคนใต้ที่ไปสัมผัสอากาศหนาวของทางเหนือ (คนเหนือ-ใต้ เดินทางสวนทางกันสินะ)
ร้านนี้จัดบรรยากาศน่ารักดี มีกระถางกระบองเพชรเล็กๆ วางเรียงราย ทำให้ร้านได้บรรยากาศเขียวแบบเจ็บๆ หากเผลอซุ่มซ่ามไปโดน (ประโยคนี้ควรเตือนตัวเองไหม:)
ชีสเค้กเขาก็อร่อยนะ ไม่หวานเกินไป ควรลอง อิ่มอร่อยแล้ว ก็เที่ยวต่อได้

วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Book กองดอง

เมื่อจะหยิบหนังสือสักเรื่องมา review ก็จะตัดสินใจยากมาก เพราะสมาชิก "กองดอง"อย่างเรา ยังมีหนังสือเป็นกองๆ นอนรอเจ้าของมาหยิบไปอ่านอีกเยอะ ตอนเด็ก(กว่านี้) เคยหวงหนังสือ แต่โตมาและ(คิดว่า)ดีได้เพราะการอ่าน เลยชอบแบ่งหนังสือให้นิสิตอ่าน เมื่อรู้ว่านิสิตคนไหนชอบอ่านหนังสือ เรามักจะเล่าให้ฟังถึงหนังสือที่พวกเขาควรอ่านเพิ่ม เวลานิสิตเอาหนังสือไปอ่าน เราจะดีใจมาก และหวังว่าหนังสือก็คงดีใจ ที่มีคนเปิดมันหลายคน หนังสือยิ่งเก่า ยิ่งขลังนะ โดยเฉพาะเมื่อได้ผลัดกันอ่าน และเอามาแลกเปลี่ยนความคิดกัน 🙂 ------ I've got the novel, American Sniper, from a good friend Joei last year. Lonely, it has been on my bookshelf for quite a long time. As one of my New Year resolutions is to try to finish reading old books that I've before I donate them next year; therefore, with strong determination, I dusted it and always bring it along to my workplace. I was quite immersed in the story of the novel which was based on a true story. I think it's amazing to get to know more about this mysterious job, a SEAL. I 've planned to watch its movie after I finish this novel. Personally, I love to read books first, then watch the movie. Reading keeps me imaginative and curious. Wish me luck:) 2 Dec.2020

English Camp IRO experience: Wildan

I have been passionate about going camping but I have never camped before in my life so, this is my very first camp. The reason why I love going camping might be that I love the adventure spirit of it and I love being surrounded by nature. Going camping without any activities is boring but this camp is very well-organised that despite the bad weather the camp could still run well and the indoor activities were not bad at all. Here are my 2 favourite activities. Of course we went camping, so my number one most favourite activity would be hiking which excited me so much I even did some exercises to prepare my body before going for a tough 1066 stairs climbing, it was my first time to climb up a mountain that high but surprisingly I did well I made to the top of the mountain safely without any pains and I thank myself that I didn't give up eventhough my legs trembled hard but I felt peculiarly good that I was able to push myself to a new limit.
TSU Iron chef is my number two most favourite activity. I admired all my teammates they all have skills in cooking, I am someone who is not familiar in cooking field but I did what I can my best to at least be useful to them. This activity alone could already strenghten up our relationship. We had a lot of fun cooking, chit-chating and laughing throughout the activity, although we were pretty serious at first that the gas we were given was not working and one of our menu had a very terrible taste that we thought it was unfixable, yet at last I don't know how we did it but we won 2 titles, 1 for each, and everyone seems surprised.
Many new things I have learnt from this camp, so much experience I did gain and a lot of fun I had during this camp I was very much satisfied with all the activities. I'm proud that I joined this camp, I'm proud that I made it to the top of Khao Ok Thalu mountain, I'm grateful for everyone's kindness and friendliness and I want to say thank you to all the teachers that held this camp making us meet each-other, broadening up my perspective, strengthening up our relationship. Reporter: Mr. Wildan, a freshman from Education Faculty

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Eng.Camp 2020 Reflection: Rinlada

ในการไปค่ายในครั้งนี้นั้นต้องยอมรับว่าในตอนแรกหนูค่อนข้างลังเลว่าจะเข้าร่วมดีหรือไม่เพราะเป็นค่ายที่จัดขึ้นในต่างจังหวัด และก็ต้องขอยอมรับอีกอย่างหนึ่งว่าในตอนที่ตัดสินใจไปค่ายนั้นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหนูมากที่สุดนั้นไม่ใช่การได้ฝึกทักษะการใช้ภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติหรือเพื่อนในค่ายแต่อย่างใด แต่เหตุผลหลักที่ทำให้หนูตัดสินใจมาค่ายนี้คือกิจกรรมปีนเขาอกทะลุ นั่นเป็นเพราะโดยส่วนตัวแล้วหนูชอบกิจกรรมแนว Adventure เป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำเท่าไรนักค่ายนี้จึงเป็นค่ายที่หนูมองว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้หนูสามารถทำอะไรแบบนี้ได้โดยที่ผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัยมากนัก ส่วนกิจกรรมอื่นๆในตอนนั้นหนูมองว่าเป็นเพียงกิจกรรมทั่วไปเหมือนๆกับค่ายอื่นๆและมีแอบกังวลอยู่บ้างว่าจะเป็นค่ายที่เครียดสำหรับหนูหรือไม่ เมื่อถึงวันเข้าค่ายทุกอย่างก็ดูจะแตกต่างไปจากแผนเดิมไปเสียหมดเนื่องด้วยสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง และในหัวหนูก็ยังคงคิดว่าคงจะไม่ได้ขึ้นเขาแล้วแน่ๆแล้วฉันจะสมัครมาค่ายนี้ทำไม แต่เมื่อเดินทางมาถึงที่พักและได้เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่ Ice Breaking ไปจนถึงเกมต่างๆของอาจารย์ Irish, อาจารย์ Erika และอาจารย์ Sterling ก็ทำให้หนูได้เริ่มเห็นถึงความสนุกของค่ายว่าไม่ได้เครียดอย่างที่คิด แต่เป็นอะไรที่สนุกสนาน มีการแบ่งกลุ่มใหม่เรื่อยๆเพื่อให้ทุกคนได้รู้จักกันซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมากในความคิดของหนู เพราะในค่ายนี้ไม่ได้มีเพียงเพื่อนร่วมเอกแต่มีทั้งเพื่อนต่างเอก รุ่นพี่ในเอก และรุ่นพี่จากวิทยาเขตพัทลุง หากจะให้ทำความรู้จักกันเองก็คงยากเพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน แต่เมื่อมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันก็ช่วยให้เรามีหัวข้อที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันและทำให้การทำความรู้จักกันนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความอึดอัดแต่อย่างใดในทางกลับกันทำให้กล้าพูดคุย และกล้าติดตลกได้อย่างสบายใจส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพื่อนร่วมค่ายทุกคนมีความเป็นมิตร พร้อมที่จะทำความรู้จักกันและเต็มที่กับการทำกิจกรรมเหมือนๆกัน
มาถึงกิจกรรมที่เป็น Highlight อีกกิจกรรมหนึ่งคือ TSU Chef Competition ซึ่งก็ได้แบ่งกลุ่มใหม่อีกครั้งเพื่อทำภารกิจการแข่งขันทำอาหาร 3 เมนูโดยมีเมนูบังคับคือไข่เจียวที่ต้องสร้างสรรค์กันเองภายในกลุ่มและมีงบในการซื้อของกลุ่มละ 400 บาท กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ทำให้หนูได้เข้าถึงพี่ๆและเพื่อนๆในกลุ่มมากที่สุดเนื่องจากต้องใช้เวลาร่วมกันเยอะและมีการช่วยกันและกันในกลุ่มอย่างเต็มที่ ในตอนแรกหนูจับกลุ่มอยู่กับเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกันแล้วเพื่อให้ง่ายต่อการทำงาน แต่อาจารย์นกก็จับหนูแยกออกมาในตอนนั้นตกใจและหวั่นใจมากๆแต่สุดท้ายก็มาเจอเพื่อนร่วมเอกอีกหลายคนที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันก็ทำให้อุ่นใจขึ้นและเมื่อได้เริ่มทำภารกิจตั้งแต่ออกจ่ายตลาดจนกลับมาทำอาหารก็ทำให้สนิทกับเพื่อนในกลุ่มและพี่ๆในกลุ่มมากๆทำให้เห็นว่าบางครั้งการออกมาจาก Safe zone ของตัวเองบ้างก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆและได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนใหม่ๆได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้นเช่นกัน กิจกรรมนี้จึงผ่านไปได้ด้วยดีและมีความสุขมากตั้งแต่ออกจ่ายตลาดจนกระทั่งเก็บกวาดล้างจานที่ยังคงมีเรื่องราวให้ได้ยิ้มและหัวเราะจนจบการแข่งขัน มาถึงอีกหนึ่งกิจกรรมซึ่งเป็น1ใน3ของกิจกรรมที่หนูชอบที่สุดและเป็นกิจกรรมสุดท้ายของวันแรก คือกิจกรรมที่ได้สอนอาจารย์ต่างชาติร้องเพลงไทย ในวันนั้นกลุ่มของหนูได้สอนอาจารย์ Irish ให้ร้องเพลง Music lover และถึงแม้ชื่อเพลงจะเป็นภาษาอังกฤษแต่เนื้อเพลงนั้นเป็นภาษาไทยทั้งหมด กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ทำให้หนูประทับใจในตัวอาจารย์ต่างชาติทั้ง3ท่านเป็นอย่างมากที่ให้ความสนใจ ตั้งใจ และพยายามร้องเพลงไทยตามที่พวกเราทุกคนพยายามสอนอย่างเต็มที่และผลงานของทั้ง3ท่านก็ออกมาดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะอาจารย์ Irish ที่พวกหนูเห็นความตั้งใจและความพยายามได้ชัดที่สุดเพราะได้อยู่กลุ่มเดียวกัน เธอไม่เพียงแต่จะพยายามร้องให้ได้แต่เธอพยายามถามความหมายของคำต่างๆ มีการทำสัญลักษณ์ต่างๆเพื่อให้ร้องออกมาได้ชัดเจนที่สุดซึ่งเป็นอะไรที่น่าประทับใจและเป็นการปิดท้ายที่ดีและมีความสุขมากๆสำหรับตัวหนู
ในวันต่อมาเป็นวันที่ได้เรียนรู้ทักษะภูมิปัญญาทั้งการทำขนมจีนเส้นสดที่ไม่เคยได้เห็นและไม่เคยได้ทาน ได้รู้ว่าแกงเคยไม่ใช่แกงกะทิซึ่งเข้าใจผิดมาโดยตลอด รวมไปถึงการได้ลองทำกระเป๋าผ้ามัดย้อมจากสีที่ได้จากใบหูกวางได้เป็นผลงานของตัวเองกลับบ้านมา1ใบและคาดว่าน่าจะได้ใช้จริงอย่างแน่นอน การทำสาคูต้นที่เคยได้ยินชื่อมาแสนนานแต่เพิ่งเคยได้เห็นต้นสาคูและได้ลองกินสาคูจากต้นแท้ๆเป็นครั้งแรกในวัย18ปี ทำให้เห็นได้ว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังต้องลองทำในชีวิตบางสิ่งที่เคยได้ยิน ได้เห็นมาบ่อยๆแต่หากไม่ได้ลองทำไม่ลองเข้าถึงมันเราก็แทบไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เคยเห็นหรือเคยได้ยินนั้นมันจริงอย่างที่เคยเข้าใจหรือไม่ และต่อมาที่หนูอยากกล่าวถึงคือกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายแรกของหนูในการมาค่ายในครั้งนี้คือการขึ้นเขาอกทะลุ 1,066ขั้น ถือได้ว่าได้ขึ้นอย่างสมใจ ถึงแม้จะเหนื่อยมากและหยุดพักแทบทุกจุดที่มีให้พักแต่สุดท้ายก็ได้ขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกได้ถ่ายรูปอวดตัวเองได้อีกหลายปีอย่างที่อาจารย์นกได้พูดไว้ trip นี้จึงเป็น trip ที่คุ้มแสนคุ้มเพราะได้ทำทั้งสิ่งที่ตั้งใจมาทำตั้งแต่แรก ได้กำไรจากกิจกรรมต่างๆที่มีทั้งความรู้และความสนุกสนาน ได้ท้าทายตัวเองไปอีกขั้น ได้เรียนรู้ที่จะอดทนและพยายามไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเองแต่ก็ไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆระหว่างทางเพราะทุกอย่างคือกำไรที่เราจะได้รับจากการทำกิจกรรมและการเดินทางไปยังที่ใหม่ๆไว้เก็บเป็นที่ระลึกและเป็นความทรงจำให้กับตัวเองว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ผ่านอะไรแบบนี้มาแล้วนะ การเขียนในครั้งนี้อาจจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างยาวและดูเหมือนเป็นการบันทึกเรื่องราวถึงตัวหนูเองมากกว่าการเขียนงานส่งอาจารย์ แต่ทุกอย่างที่ได้เขียนลงไปนั้นล้วนเกิดจากความตั้งใจและเป็นความจริงทั้งสิ้นเพื่อบันทึกแง่มุมของหนูที่มีต่อค่ายนี้ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณอาจารย์และทีมงานทุกๆท่านที่มีส่วนในการช่วยจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นอย่างมาก หากมีโอกาสหนูก็ยังคงอยากเข้าร่วมกิจกรรมและอยากให้มีกิจกรรมดีๆแบบนี้ไปอีกเรื่อยๆและหนูยังคงหวังว่าอาจารย์จะจัดค่ายหรือกิจกรรมที่มีความ Adventure มาล่อใจหนูอีกในอนาคตนะคะ

Eng. Camp 2020 Reflection: Snook

 

ค่าย English camp IRO 2020 เป็นค่ายนอกสถานที่ ซึ่งจัดที่จังหวัดพัทลุง
เป็นระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ผมที่ได้เข้าร่วมค่ายนี้ รู้สึกประทับใจมาก โดยผมจะบอกเล่าประสบการณ์หรือ
กิจกรรมในแต่ละวันดังนี้

   วันแรก ผมจะยกตัวอย่างกิจกรรมบางกิจกรรมนะครับ เช่น กิจกรรมการเเนะนำตัวของแต่ละคน และมีการสุ่มหยิบตัวอักษรเพื่อนำมาคิดเป็นคำหรือประโยคที่เกี่ยวกับตนเองโดยใช้ตัวอักษรที่สุ่มได้นำมาขึ้นต้นคำหรือประโยคนั้น กิจกรรมนี้ทำให้ได้รู้จักเพื่อนๆเพิ่มมากขึ้นทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ ,กิจกรรมกลุ่มเกี่ยวกับการคิดคำจากตัวอักษรที่สุ่มได้โดยจับคู่เป็นสองคน กลุ่มไหนสมาชิกออกไปคิดคำได้ครบก่อนก็จะชนะไป เป็นต้น และอีกกิจกรรมที่ทำให้สนิทกับเพื่อนๆมากขึ้นคือกิจกรรมที่อาจารย์จะให้จับคู่กับเพื่อนแล้วแต่งประโยคคุยกันตามหัวข้อที่อาจารย์บอก ซึ่งกิจกรรมนี้ได้ผลจริงๆ

กิจกรรมที่เพื่อนๆรอคอยกันมากที่สุดคือกิจกรรม TSU Iron Chef  เป็นกิจกรรมที่ให้แต่ละกลุ่มบริหารเงินที่อาจารย์ให้มาคำนวณซื้อของมาทำอาหาร กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบเช่นกัน เพราะผมชื่นชอบ"การกิน" เป็นการส่วนตัว😂 

    วันที่สอง เป็นวันสุดท้ายของค่าย ตอนเช้าจะมีการทำขนมจีนเส้นสด ซึ่งอร่อยมากครับ จากนั้นก็ไปขึ้นเขาอกทะลุ มีบันได 1,066 ขั้น ผมเป็น1ใน 3 คนที่ขึ้นไปถึงกลุ่มแรก เป็นอะไรที่ท้าทายและรู้สึกสดชื่นเมื่อขึ้นไปถึงขั้นที่1,066 และในขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกเหมือนลอยอยู่บนพื้น 




เพราะขาชาจากความเหนื่อยล้า 5555 หลังจากนั้นก็จะเเวะตลาดป่าไผ่ สวรรค์ของผมเพราะมีบางอย่างที่อร่อยมากขายที่นั่น มันคือ เนื้อโคขุนย่าง เป็นอาหารอีกอย่างที่ผมชื่นชอบอย่างมาก เเละรู้สึกดีที่ได้ทานหลังจากลงเขาอีกกิจกรรมคือกิจกรรมย้อมกระเป๋าผ้าและทำขนมหวานจากสาคู
ผมนั้นไม่ค่อยชอบของหวานซักเท่าไหร่แต่สาคูนี้ผมสามารถทานได้เพราะไม่หวานมาก อร่อยดี😂😂
    
กิจกรรมนี้ทำให้ผมพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ทักษะการสื่อสาร การเข้าสังคม และได้สัมผัสความอร่อยที่แปลกใหม่ของอาหารต่างๆ เป็นกิจกรรมที่ผมประทับใจและอยากมีให้จัดกิจกรรมดีๆแบบนี้อีก ขอบคุณอาจารย์ดิญะพร ที่ชวนผมให้เข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้ อนาคตถ้ามีโอกาส ผมก็อยากจะเข้าร่วมอีกครับ^^

Reporter: Snook, Ed. Eng. freshman

Eng.Camp 2020 reflection: Angkana

 


27-28 Nov.2020

อย่างแรกเลยหนูขอบคุณอาจารย์ที่ได้บอกหนูไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับCamp English และมีการผจญภัยสักอย่าง จึงทำให้หนูกับเพื่อนๆเกิดสนใจเป็นอย่างมาก

 หลังจากวันนั้นหนูก็ได้เก็บค่ายนี้มาพิจารณา สรุปว่าวันจัดค่ายตรงกับวันปิดเทอมพอดี และวันแรกที่หนูได้เห็นประกาศรับสมัครในเพจ หนูเลยตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรม "English Camp IRO 2020" นี้ หนูกับเพื่อนไม่คิดที่จะลังเลเลย เพราะค่ายนี้เป็นค่ายที่ได้ออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ คือจังหวัดพัทลุง มีการไปปีนเขาต่างๆ ซึ่งทำให้หนูรู้สึกว่ามันท้าทายกับตัวเองมาก และได้ออกไปเปิดโลกใหม่ๆให้กับตัวเอง 

นอกจากนี้ยังได้เสริมทักษะความรู้ภาษาอังกฤษในการทำกิจกรรมในฐานอีกด้วย วันแรกที่ได้ไปค่ายหนูรู้สึกตื่นเต้นมากกับการทำกิจกรรม และการที่เจอเพื่อนใหม่ หนูก็รู้สึกกังวลด้วยนิดนึง หนูไม่กล้าที่จะแสดงออก หรือทำความรู้จักกับคนอื่นๆ เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคณะเดียวกันหมด แต่พอจริงๆแล้วมันกับตรงกันข้าม เพราะเพื่อนๆ มีพี่ๆ ที่น่ารัก เป็นกันเองมากๆ มีอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอด ทุกคนคือเฟรนลี่มาก มีกิจกรรมหนึ่งของอาจารย์ sterling ที่ให้สนทนากับเพื่อนๆเป็นคู่ๆ เปลี่ยนกันไปมา กิจกรรมนี้ทำให้หนูและเพื่อนๆ พี่ๆ ได้สนิทกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าskill การพูดไม่ค่อยเป๊ะ แต่ต่างคนก็ช่วยกันจนเกิดความเข้าใจในที่สุด  หนูก็ชอบกิจกรรม IRON CHEF ที่เป็นกิจกรรมการทำอาหาร แล้วแต่ว่าจะทำอะไร โดยแต่ละกลุ่มก็จะcreative แตกต่างกันออกไปซึ่งกลุ่มหนูทำผัดไส้กรอก ต้มยำกุ้ง หนูลุ้นมากว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นยังไง เพราะที่ชิมกันในกลุ่มคือมันค่อนข้างที่จะเค็มมาก แต่สุดท้ายกลุ่มหนูก็มีความพยายามมากที่จะทำให้อาหารออกมามีรสชาติดีที่สุด และหนูก็ไม่คิดว่ากลุ่มหนูจะเป็นกลุ่มที่ทำอาหารดีที่สุด กิจกรรมนี้หนูมีความสุขมากเพราะทุกคนในกลุ่มมีความเป็นกันเอง ได้แลกเปลี่ยนความคิดกันด้วยค่ะ 

ไม่เพียงเเต่กิจกรรมข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกที่อาจารย์ได้ตั้งโปรแกรมไว้ ทุกกิจกรรมทำให้หนูกับเพื่อนๆ พี่ๆได้รู้จักกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ   นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้วิธีการทำขนมจีนเส้นสด น้ำยาโบราณ นี่เป็นความรู้ใหม่ของหนูที่ได้รู้จักขั้นตอนการทำอย่างละเอียดว่ากว่าจะได้กินนั้น คือนานมาก ไหนจะนวดแป้ง ต้มแป้ง ทำเป็นเส้นๆอีก ทั้งยังมีน้ำยาขนมจีนที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ถือว่าอร่อยมากๆค่ะ หลังจากนั้นหนูก็ได้ไปพิชิตเขาอกทะลุ1066ขั้น ตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่าจะขึ้นไปถึง เพราะระหว่างทางที่เดินขึ้นไปนั้นเสี่ยงมากต่อหัวใจ เพราะมันเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วหนูดีใจมากๆที่ตนเองมีความอดทน พยายามที่ได้ทำสำเร็จ แล้ววิวข้างบนนั้นก็คุ้มค่ามากจริงๆค่ะ 

และพวกเราก็ได้หยุดรถไปเดินที่ตลาดไผ่ ที่นั่นเป็นเอกลักษณ์มากๆ มีบรรยากาศธรรมชาติของต้นไผ่100% มีอาหาร ขนมหวานต่างๆให้ได้ซื้อกัน และมีอีกอย่างนึงที่แปลกคือที่นั่นจะไม่มีถังขยะเพราะต้องรักษาความสะอาดเพื่อให้ตลาดไผ่ดูสวยงามยิ่งขึ้น แต่ก็สามารถไปฝากขยะได้กับแม่ค้าทุกร้านได้ สุดท้ายอาจารย์พาพวกเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับกระเป๋าผ้ามัดย้อม และการทำขนมสาคู หนูได้เรียนรู้ความเป็นมาต่างๆของสาคูต้น วิธีการทำ และนำมาประกอบเป็นขนมหวานที่เเสนจะอร่อย และได้รู้ความเป็นมาของชาวบ้านที่ได้จัดกลุ่ม ตัวแทน ช่วยกันผลิต ส่งออกสินค้าภายในจังหวัดเพื่อทำรายได้ให้กับในจังหวัดจะได้มีสินค้าOTOP 

จากที่หนูได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้หนูดีใจ และมีความสุขมากๆ ที่อาจารย์ได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น เพราะหนูได้ความรู้ ได้ทักษะ ได้ประสบการณ์ใหม่มากมาย คือ ได้ความรู้ภาษาอังกฤษในฐานกิจกรรมที่อาจารย์ได้จัดเตรียมไว้ ได้ใช้ทักษะต่างๆในการทำกิจกรรม เช่น ความกล้าแสดงออก การมีไหวพริบ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การมีน้ำใจหรือการแบ่งปันต่อกัน  

ในการทำกิจกรรมทุกคนมีความสามัคคีกันมากซึ่งเห็นได้ชัดจากการทำกิจกรรมแบบกลุ่ม การที่หนูได้เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ทำให้หนูได้สร้างมิตรภาพที่ดีโดยการทำความรู้จักกันมากขึ้น ได้มีเพื่อนใหม่ๆเข้ามามากขึ้น ทุกคนก็ทำกิจกรรมกันอย่างมีความสุข และหนูจะนำประสบการณ์ที่ได้ทั้งหมดนี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมได้อย่างแน่นอนค่ะ หนูขอขอบคุณอาจารย์ทุกคนที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น และเพื่อนๆในค่ายทุกคนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ถ้าไม่มีอาจารย์ พี่ๆ และเพื่อนๆกิจกรรมนี้คงไม่เกิด สุดท้ายนี้หนูหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการจัดค่ายสนุกๆ นอกสถานที่แบบนี้ขึ้นอีกค่ะ

  
Reporter:    นางสาวอังคณา, Eng.- Chinese Major freshman 
                                                
                                                           

Eng. Camp 2020 reflection: Arina

   เนื่องจากค่ายนี้เป็นค่ายที่จัดนอกสถานที่และเป็นค่ายแรกของหนูในรั้วมหาวิทยาลัย รู้สึกตื่นเต้นมากๆก่อนที่จะได้ไปค่าย 

ในวันแรกของการทำกิจกรรมก็ได้ทำความรู้จักกัน เนื่องจากหนูและเพื่อนในคณะเราไปแบบไม่รู้จักใครเลย แต่เพื่อนๆในค่ายดีมากๆคอยช่วยเหลือหนูตลอดในระหว่างทำกิจกรรม 

       กิจกรรมที่ทำในช่วงวันแรกค่อนข้างที่จะเยอะหน่อย แต่ก็สนุกไปอีกแบบ กิจกรรมที่หนูชื่นชอบมากๆเลยก็คือการได้ทำอาหาร แบ่งกลุ่มกันไปซื้อของโดยจะมีงบที่จำกัดแค่ 400 บาท เราต้องช่วยกันวางแผนในทีมว่าจะทำเมนูอะไร จะซื้อของอะไรบ้าง โดยกลุ่มของหนูส่วนใหญ่เราเป็นมุสลิมกันค่อนข้างที่จะลำบากนิดหน่อยในการซื้อของ แต่เราก็สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆมาได้ ในตอนทำอาหารกลุ่มของหนูแก๊สรั่วบ้างต้องรอกลุ่มอื่นทำให้เสร็จก่อน หรือต้องเปลี่ยนมาใช้กระทะไฟฟ้า และในการทำอาหารเมนูผัดไส้กรอกค่อนข้างที่จะเกิดข้อผิดพลาดนิดหน่อยเพระาว่ารสชาติตอนช่วงเเรกๆมันค่อนข้างที่จะเค็มไปหน่อยแต่กลุ่มหนูก็สามารถแก้ปัญหานี้และสามารถคว้าชัยมาได้ค่ะ จากกิจกรรมการทำอาหารเป็นทีมในครั้งนี้ทำให้หนูและเพื่อนใหม่ได้รู้จักกันได้พูดคุยได้สนิทกันมากขึ้น 

และสิ่งที่หนูตื่นเต้นอีกอย่างในวันแรกก็คือตอนอยู่บนรถบัสได้มีโอกาสพูดคุยกับรุ่นพี่เป็นภาษาจีน รุ่นพี่ก็คือพี่ชินจัง เป็นรุ่นพี่ที่มาจากประเทศจีน พี่เค้าได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพูดภาษาจีน และยังให้หนูไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษร่วมร้องเพลงภาษาจีนกับพี่เค้าด้วย รู้สึกตื่นเต้นมากๆค่ะในตอนร้องแต่พอมองดูเพื่อนๆ เห็นเพื่อนๆปรบมือมีเสียงหัวเราะและร่วมร้องไปพร้อมๆหนูก็รู้สึกผ่อนคลายเเละสนุกไปกับมันมากๆค่ะ และยังมีกิจกรรมที่ได้สอน teacher ร้องเพลงเป็นภาษาไทยอีกด้วย สนุกมากๆค่ะ 

        ในวันที่สองของการไปค่าย ก็ได้ไปขึ้นเขาอกทะลุ เป็นเขาที่มีบันไดถึง 1066ขั้น ในระหว่างการขึ้นเขาหนูและเพื่อนๆหลายคนหยุดพักกันหลายรอบมากเนื่องจากระยะทางมันค่อนข้างที่จะสูง เดินไปนิดหน่อยก็ต้องหยุดพัก แต่ด้วยความที่อยากไปให้ถึงจุดหมายก็พยายามฮึดสู้จนในที่สุดก็สามรถพิชิตเขา1066ขั้นได้ค่ะ จากกิจกรรมนี้ทำให้หนูได้ข้อคิดหลายๆอย่างเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเราต้องอดทนจากสิ่งที่เหนื่อยยล้า สามารถฝ่าฝันอุปสรรคจากสิ่งที่ลำบากจนสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้ และยังมีกิจกรรมหลายๆอย่างที่สนุกและได้รับความรู้ อย่างเช่น การทำกระเป๋าผ้ามัดย้อม หรือแม้กระทั่งการทำสาคู พอได้ไปเรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ทำให้หนูฉุกคิดได้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างที่จะยากและควรที่จะอนุรักษ์ไว้

           จากการไปค่ายนี้มาทำให้หนูได้อะไรกลับมาหลายๆอย่างเลยค่ะ สิ่งที่สำคัญมากๆเลยก็คือหนูได้มิตรภาพกลับมา ได้รู้จักรุ่นพี่ ได้รู้จักเพื่อนๆเพิ่มขึ้น จากการอยู่ในค่ายแค่สองวันแต่เพื่อน ๆ ดีกับหนูมากๆ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีเสียงหัวเราะด้วยกัน ได้ใช้ภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ขอบคุณกิจกรรมดีๆแบบนี้ หวังว่าครั้งหน้าจะมีค่ายดีๆแบบนี้อีกนะคะ 
                                         
Reporter: อารีน่า วิชาเอกภาษาอังกฤษและภาษาจีน