วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

Tuesday with Morrie VS The Last Lecture




เย้!! ในที่สุดเราก็อ่านหนังสือ Tuesday with Morrie จบซะที ใช้เวลายาวนานมาก ประมาณ 3 ปี เราซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬา ตอนไปกับโอ๋ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นไปศูนย์หนังสือฯทำไม เป็นหนังสือที่ภูมิใจมากที่ตอนซื้อมามันลดราคาเหลือ 180.

เรา ค่อยๆละเลียดเรื่องนี้อ่านเรื่อยๆ จนอ่านจบเมื่อวานนี้เนื่องจากตั้งใจไว้ว่าปิดเทอมนี้จะต้องกวาดหนังสือที่ อ่านเอาไว้ครึ่งเล่มหรือเกือบจบให้จบซักที

เรื่องต่อไปของเราคือ The Last Lecture ตอนนี้มาได้ครึ่งทางแล้ว หนังสือความยาว 206 หน้า เราอ่านถึงหน้า 147 แล้ว

จริงๆทั้ง 2 เรื่องอ่านแล้วก็ติดนะ วางไม่ลง ( แฮ่ แต่พอวางทีไหนก็เผลอไปหยิบเล่มอื่นๆมาพลิกๆ สุดท้ายก็อ่านไม่ถึงไหนซักที)


Theme ของทั้ง 2 เรื่อง เป็นเรื่องคนที่รู้ตัวว่าจะตายจากโรคภัยไข้เจ็บและมีวิธีรับมือกับความตาย ที่จะมาถึงได้อย่างสงบและยังสามารถสอนคนอื่นให้ปลงและไม่เศร้ากับการตายของ ตน


ช่างน่าบังเอิญที่ทั้ง Morrie จากเรื่อง Tuesday with Morrie และ Randy จาก The Last Lecture เป็นอาจารย์ทั้ง 2 คน


Tuesday with Morrie เป็นเรื่องของลูกศิษย์คือ Mitch ซึ่งจะมาเยี่ยมอาจารย์ของตนทุกวันอังคาร เลยเกิดเป็นชื่อเรื่องนี้ มาแต่ละครั้งกลายเป็นว่าแทนที่ Mitch จะเป็นคนปลอบอาจารย์ กลายเป็นอาจารย์ที่คอยสอนแง่คิดชีวิตให้เค้า จากที่เค้าตั้งใจมาให้ กลายเป็นเค้ามารับจากอาจารย์


หาก ใครมีเรื่องเศร้าเกี่ยวกับความตายของคนใกล้ตัว แนะนำเรื่องนี้ให้อ่าน มันจะทำให้เห็นว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หากเรายอมรับได้ก็จะใจสงบ เค้าสอนว่าหากเรารู้แน่ว่าวันไหนที่จะต้องตาย มันจะทำให้เค้าเตรียมตัวไว้ก่อนและใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติและอย่าง คุ้มค่า


เราชอบที่ Morrie คิดจะให้แกะหินฝังศพ*ตัวเองว่า Teacher to the Last ( ครูจนวันสุดท้าย) ช่างเหมาะกับตัวเค้าที่สอนลูกศิษย์จนแม้เมื่อวาละสุดท้ายของชีวิตมาถึง (ธรรมเนียมตะวันตกเมื่อมีผู้เสียชีวิตก็จะมีการแกะสลักหินเพื่อบรรยายถึงผู้ ตาย*)






The Last Lecture ชื่อเรื่องมาจากธรรมเนียมของหลายๆมหาลัยในอเมริกาที่เปิด forum ให้อาจารย์ที่ได้รับเชิญมา lecture โดยมีแนวคิดว่าหากต้องให้เลคเชอร์เป็นครั้งสุดท้ายจะหยิบประเด็นสำคัญอะไรมาพูด โดยนิสิตจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ เป็นความสมัครใจที่จะฟัง อาจารย์คนใดที่ลูกศิษย์ชอบก็จะมีคนมาฟังเต็ม hall


เมื่อ Randy ป่วย และรู้ว่าตัวเองต้องตาย เค้าก็เลยเขียนเรื่องราวการเล็คเชอร์ของเค้าเอาไว้ทั้งเรื่องความสนุกสนานใน ชีวิต การเห็นคุณค่าของชีวิต การผจญภัยและบทเรียนที่ได้ รวมทั้งการใช้ชีวิต


หนังสือ ของเค้าน่าอ่านเพราะแบ่งเป็นตอนๆ ไม่ทำให้ผู้อ่านเบื่อและสามารถทิ้งค้างเอาไว้แล้วกลับมาอ่านใหม่อีกทีได้โดย ไม่สับสนเพราะจบในตอน (อิๆ ผู้อ่านอย่างเราเลยวางตั้งๆ)


ลองดูปรัชญาเรื่องการบ่นของ Randy


Don’t complain, just work harder.
Too many people go through life complaining about their problems.  I’ve always believed that if you took one tenth the energy you put into complaining and
applied it to solving the problem, you’d be surprised by how well things can work out.

(คนส่วนมากใช้เวลาไปกับการบ่นเรื่องปัญหาต่างๆ ผมเชื่อว่าหากคุณใช้พลังแค่ 1ใน 10 ของคุณจากการบ่นไปแก้ไขปัญหา คุณจะต้องประหลาดใจที่สามารถใช้พลังนั้นแก้ปัญหาได้ดีเพียงใด ( ทั้งที่ใช้พลังเพียงแค่ 1ใน 10)
ย้อนไปเมื่อช่วงสอบปลายเดือนกพ.นิสิตปี 3 เอกภูมิศาสตร์เสียชีวิตพร้อมกัน 3 คนจากอุบัติเหตุ เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำให้เราคิดเรื่องความตาย


ตอนเด็กๆเคยตั้งอายุตัวเองเอาไว้ที่ 70 กว่าปี แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆเห็นโลกมากขึ้น (ตามอายุและอาการขี้ลืมที่มากขึ้น แฮ่ม) ก็เริ่มรู้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าอายุขัยของตัวเองเท่าไหร่กันแน่

เสียดายบางคนที่ต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงวัยอันควร บางคนเป็นความหวังของครอบครัว

การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทคงเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน

การอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ในเวลาไล่เลี่ยกันทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องนี้
นี่คงเป็นอย่างที่ว่า หนังสือส่งผลต่อชีวิตคนอ่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากคนอ่านนำไปคิดต่อ






เพิ่งรู้ว่าเรื่อง Tuesday with Morrie เป็นหนังด้วย ไว้จะต้องหามาดู แต่น่าจะหายากแฮะเพราะมันไม่ใช่หนังตามกระแส

ชอบที่โปสเตอร์หนังโปรยไว้ว่า "When you know how to die, you know how to live"
เมื่อคุณรู้ว่าจะตายอย่างไร คูณก็จะรู้วิธีที่จะใช้ชีวิต(ที่เหลือ)

*********************************************


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

บริจาคอวัยวะ เรื่องง่ายๆที่ทำได้เพื่อคนอื่น



Don't take your organs to heaven with you.  Heaven knows we need them here. 
                                                                                                         ~Author unknown
อย่าเอาอวัยวะขึ้นสวรรค์ไปกับคุณด้วย สวรรค์รู้ว่าเราต้องการมัน(บนโลกใบนี้)
วันนี้ได้รับบัตรยืนยันการบริจาคอวัยวะ ส่งมาจากสภากาชาดไทย กทม.
อืม...เหตุการณ์ สืบเนื่องมาจากการไปรพ.สงขลานครินทร์เพื่อตรวจร่างกาย เดินไปเดินมาเห็นป้ายโปสเตอร์และเคาเตอร์โฆษณาโครงการ "รับบริจาคอวัยวะ ความดีที่ไม่สิ้นสุด คือการบริจาคอวัยวะเมื่อสิ้นสูญ"
เรา เลยเข้าไปสอบถามและแจ้งว่าเราเคยแสดงความประสงค์จะบริจาคไว้แล้วเมื่อ 8 ปีก่อนตอนอยู่ปัตตานี แต่บัตรที่ให้พกติดตัว(ใส่กระเป๋า) มันหายไปแล้ว ต้องทำใหม่หรือเปล่า เจ้าหน้าที่เลยให้กรอกเอกสารใหม่
เรา เพิ่งรู้ว่าแม้จะกรอกบริจาคอวัยวะทุกส่วนแล้ว แต่ก็ยังไม่รวมตา พี่จนท.บอกว่าให้กรอกอีก 1 ใบเพื่อบริจาคดวงตา  เราถามว่าหากสายตาสั้นจะสามารถบริจาคได้มั๊ย เลยทำให้รู้ว่าส่วนที่จะถูกนำไปใช้เมื่อผู้บริจาคเสียชีวิตคือเนื้อเยื่อดวง ตา ดังนั้นไม่ว่าจะสายตาสั้น-ยาว ก็ไม่มีผลอะไร

พี่จนท.บอกว่าต้องการทำยอดการบริจาคอวัยวะที่ 84 ราย เราสงสัยว่าทำไมตั้งเป้าเอาไว้น้อยจัง
พี่ เค้าบอกว่าขนาดว่าตั้งเป้าไว้น้อย มารับบริจาคเข้าวันที่ 2 แล้วยังได้ไม่กี่คนเลย คนใต้อาจจะยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ
"เอ่อ...พี่คะ อย่าเหมาสิคะ" (คิดในใจ) คนภาคไหนๆหากไม่คิดบริจาค เค้าก็ไม่ทำหรอกค่ะ
เอ..หรือที่พี่เค้าคิดแบบนี้เพราะไปตั้งบู๊ทภาคอื่นๆแล้วมีคนบริจาคเยอะ อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

สำหรับ เรา หากตายไปแล้วแล้วอวัยวะยังมีประโยชน์อยู่ ก็จะเป็นการทำดีครั้งสุดท้าย จำได้แว่บๆถึงโคลงโลกนิติ (อ่านว่าโลก-กะ-นิด) สมัยเด็กๆ
พฤษภกาสร        อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง  สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี   ประดับไว้ในโลกา

ประมาณ ว่าช้างม้าวัวควายเมื่อตายไปก็ยังเหลือโครงกระดูก หรือสิ่งที่มีประโยชน์เอาไว้ แต่คนเราตายไปไม่เหลืออะไรไว้ให้โลก นอกจากความดีให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

บริจาค เลือด เราบริจาคไม่ได้เนื่องจากน้ำหนักตัวไม่ถึง ต้องหนักอย่างน้อย 45 กก. เมื่อ 3 ปีก่อนตอนที่ขอให้นิสิตช่วยไปบริจาคเลือดกรุ๊ป B ให้ตา เลยได้เรียนรู้ว่า หากนิสิตนอนไม่พอ ก็บริจาคไม่ได้เนื่องจากเลือดจะลอยตัว หรือหากเป็นหวัดแล้วกินยามา 2-3 วันแล้วก็ไม่ได้เหมือนกัน เนื่องจากยาจะยังอยู่ในกระแสเลือด ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้สอบ นิสิตพักไม่พอ ก็บริจาคไม่ได้
บริจาคเลือดไม่ได้ เลยกะว่าบริจาคอวัยวะเลยแล้วกัน
กลับมาจากรพ.เราเลยเอาbrochure มาจ่ายแจก เผื่อจะช่วยสภากาชาดไทยทำยอด อิๆ
เริ่ม เข้าใจพี่จนท.ว่าคนบริจาคน้อย เพราะกล่อมใครๆไม่สำเร็จเลยอ่ะ เราว่าบางคนยังกลัวๆและไม่คุ้นกับความคิดที่ว่าการบริจาคมาพร้อมความตาย เหมือนแช่งตัวเอง

ชอบคำคมอันนี้
Don't think of organ donations as giving up part of yourself to keep a total stranger alive.  It's really a total stranger giving up almost all of themselves to keep part of you alive.                                                        
                                                                                                    ~Author Unknown
(อย่าคิดว่าการบริจาคอวัยวะเป็นการนำบางส่วนของคุณเพื่อทำให้คนแปลกหน้ามีชีวิต
แต่จงคิดว่าจริงๆแล้วคนแปลกหน้าเค้าให้เรามีชีวิตต่อในร่างของเค้า)
อยากเป็นคนพูดอะไรคมๆแบบนี้บ้างจังเลย เผื่อจะชักจูงใจใครๆได้ง่ายๆ
 ปกติได้แต่เก็บคำคมของคนอื่นมาพูดต่อ 55
-----------------------------------------------------------------



วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วม ลมหนาว หน้าร้อน

เมื่อก่อนตอนเด็กๆมักมีคำถามโต้วาทีว่า น้ำท่วมกับฝนแล้งอะไรดีกว่ากัน

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ฝนฟ้าก็แปรปรวนจนตามไม่ทัน ปกติเดือนมีนาคมเป็นช่วงหน้าร้อนถึงร้อนมากเพราะใกล้เดือนเมษายน เดือนร้อนที่สุดของไทยเข้ามาทุกที


กลับกลายเป็นว่ามีนาปีนี้ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง หนาว  ดินถล่ม เกือบพอๆกับปลายปี ที่หนักกว่านั้นคือ 7 จังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะนครศรีฯ พัทลุง สุราษฎร์ ระบี่ โดนพิษน้ำท่วม เกือบทุกอำเภอในเมืองคอนอยู่ใต้น้ำ
ระดับน้ำสูง 3- 4 เมตร คลื่นลมแรงจนชาวบ้านที่อยู่แถวแหลมตะลุมพุกต้องโยกย้ายเนื่องจากกลัวถูกกระแสน้ำพัดบ้านพัง

บ้านเรือนแถวแหลมตะลุมพุกเคยโดนพัดพังเสียหายและมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน ในปี 2505
จนเป็นที่มาของหนังเรื่อง ตะลุมพุก จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องนี้สร้างปีไหน

เราเพิ่งไปอำเภอปากพนัง นครฯมาเมื่อ 16-18 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา นาข้าวแถวนั้นเพิ่งจะเจริญเติบโต ชาวบ้านเพิ่งโดนน้ำท่วมไปเมื่อต้นพย.ปีที่แล้ว ผ่านไปไม่นานมาเจอน้ำท่วมคราวนี้เข้าอีก ยิ่งลำบากหนัก

แม้จะใกล้สงกรานต์ในอีกไม่นาน แต่เราว่าคงไม่ค่อยมีคนคิดจะฉลองสงกรานต์สักเท่าไหร่
เพราะอ่วมจากภัยน้ำท่วม

ช่วงนี้นอกจากเกาะติดข่าวโรงงานนิวเคลียร์และสถานการณ์ฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่น เลยต้อง update ตัวเองด้วยการดูข่าวน้ำท่วมภาคใต้และฟังพยากรณ์อากาศ ซึ่งช่วงหลังๆเราว่าเชื่อถือได้มากขึ้น

ภัยธรรมชาติในเดือนมีนาคมมาเกือบทุกรูปแบบ แผ่นดินไหวที่เชียงใหม่ เชียงราย กทม.
น้ำท่วม ดินถล่มที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ไฟไหม้ที่นครราชสีมา

มันพร้อมใจกันมาคงจะให้คนได้รู้ว่าถึงเวลาธรรมชาติเอาคืน ตัดต้นไม้กันดีนัก ใช้ธรรมชาติสิ้นเปลืองกันนัก ธรรมชาติเลยออกมาสำแดงเดช


นึกถึงหนัง sci-fi ที่ชอบดูตอนเรียนมหาลัย ไม่ว่าจะเป็น Volcano (อันนี้ภัยจากภูเขาไฟ) Water World ซึ่งเป็นเรื่องที่เมืองบนโลกจมอยู่ใต้น้ำ พระเอกว่ายน้ำได้ยังกะปลา เมื่อมาเจอฝั่งก็ประหลาดใจและไม่ชินกับชีวิตบนบก  





เราว่าหนังเกี่ยวกับภัยธรรมชาติพวกนี้เกินจริง แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เราว่าคนสร้างเก่งแฮะ เพราะปัจจุบันเรื่องพวกนี้ยังกะ copy มาจากในหนัง


ธรรมชาติ บางครั้งอาจทำรุนแรงกับผู้อยู่อาศัยบนโลกไปบ้าง แต่ก็ยังมีธรรมชาติส่วนหนึ่งที่ยังทำหน้าที่เพิ่มสีสัน สร้างความสวยงามให้กับผู้พบเห็น

เดือนมีนาเป็นหน้าของดอกคูณ/ราชพฤกษ์ หรือลมแล้ง (เป็นชื่อเรียกทางอีสาน) เราชอบชื่อหลังมากเพราะให้ความรู้สึกถึงการเป็นดอกไม้ประจำฤดูแล้ง คนคิดชื่อคิดได้ดีจัง

ต้น ดอกไม้บางต้นที่เราเดินผ่านๆในมหาลัยเห็นแต่ใบเขียวๆเมื่อถึงเดือนมีนาฯเรา กลับเห็นออกดอกสวยงาม บางต้นก็จำชื่อไม่ได้ไปแล้ว เหมือนต้นพลับพลึง ซึ่งเราเคยคิดว่าคงมีแค่สีชมพู เนื่องจากเคยเห็นละครที่พี่เบิร์ดเคยเล่นเมื่อน๊านนานมาแล้วชื่อ พลับพลึงสีชมพู



เวลาค้นพบชื่อดอกไม้จากหนังสือเรามักตื่นเต้น เป็นความรู้ใหม่ๆของเรา ซึ่งสักพักก็จะลืม
อิๆ พอเห็นดอกมันทีนึงก็จะคิดหาคำตอบด้วยการไปพลิกๆหาจากหนังสือในห้องสมุดอีกทีนึง


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

เพราะมีฝันฉันจึงเขียน


เมื่อ ก่อนหากมีคนถามเราว่าทักษะภาษาอังกฤษด้านไหนที่เราชอบที่สุด เราก็จะตอบว่า การอ่าน จนตอนนี้ก็ยังเป็นการอ่าน แต่เราเห็นความสำคัญของทักษะด้านการพูด การฟัง การเขียน มากขึ้น
 เพราะทักษะใดๆหากขาดทักษะอื่นๆสนับสนุนก็จะไม่สมบูรณ์



หาก อ่านรู้เรื่อง แต่ไม่สามารถพูดหรือสื่อสารออกมาได้ว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องอะไร การอ่านนั้นก็แทบสูญเปล่า เพียงแต่การอ่านจะเป็นพื้นฐานที่ดีต่อทักษะอื่น เพราะหากอ่านมาก ก็มีเรื่องที่จะพูด จะเขียน จะแสดงความคิดเห็นมาก


เมื่อ เราสอบทุนต่างประเทศที่ไม่ต้องใช้การสอบข้อเขียน ( ในที่นี้หมายถึงเป็นข้อสอบการฟัง ไวยากรณ์และการอ่าน) เราพบว่าการเขียนเป็นบันไดขั้นแรกที่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายไปได้ครึ่งทาง เพราะการสอบทุนส่วนใหญ่มักคัดเลือกคนในชั้นแรกจากการให้ผู้สมัครได้แสดงความ คิดเห็น ยกตัวอย่างทุน IATSS Forum ซึ่งให้เขียนแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ตั้งไว้ภายใน 500 คำ ( หากเกินกว่านั้นไม่พิจารณา)

การ จำกัดคำทำให้ต้องทำเรื่องที่เขียนให้กระชับ เขียนแล้วก็ต้องมานั่งตัดเพื่อให้เนื้อความดูแน่น ไม่น้ำท่วมทุ่ง แต่จะเลือกตัดตรงไหนก็ต้องตัดสินใจให้ดี อย่าให้เสียประเด็นที่ตั้งใจจะเล่า

ส่วนทุน Humphrey Fellowship เน้นกระบวนการเขียนมากๆ ในใบสมัครรอบแรกของเราๆเขียนจนมึน เนื่องจากไม่ได้ให้เขียนแค่ข้อเดียว คำถามมีหลายข้อมาก ทั้งเขียนแบบ paragraph
บางข้อให้เขียนประมาณ 200-250 คำ ส่วนข้อใหญ่ๆก็จะให้แสดงความคิดเห็น 1 หน้า
 ( โอ้ว!!! เหงื่อตกได้อีก) 

ปกติ ถนัดเขียนบล็อกเฮฮาเมื่อต้องมาขบคิดประเด็นคำถามที่ได้รับ เราใช้เวลากับการเขียนและขัดเกลาภาษา( โดยได้เจมส์และเกรกเป็นผู้ช่วย) นานมาก ส่งใบสมัครเอาซะวันสุดท้าย

ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้ายแล้วก็ยังเจอการเขียนมหาโหดอีกเพราะต้องส่งใบสมัครไปให้กรรมการฟุลไบรท์
อเมริกาอีกที ประเด็นคำถามเริ่มเจาะลึกขึ้นเรื่อยๆ 

คิดๆๆ

 การเขียนครั้งใหม่เราใช้เวลาอีกร่วมเดือน ครั้งนี้ high-tech มาก ต้องมานั่งกรอกใบสมัครออนไลน์ มีรหัสที่ได้มาเพื่อเจาะ เอ๊ยเข้าไปตอบในเว็บของ Humphrey Fellowship

หลาย ครั้งที่เราเขียนจนเรารู้สึกว่าเริ่มกลับมาเขียนเรื่องซ้ำๆ ส่งใบสมัครรอบสุดท้ายด้วยความโล่งอกปนเกร็งๆ เขียนอย่างนี้กรรมการจะอ่านเข้าใจสิ่งที่เราพยายามจะนำเสนอรึเปล่านะ

เย้....เมื่อผลออกมาว่าเราได้รับทุน อิๆ ต่อไปเราจะเพิ่มทักษะการเขียนเป็นอีก 1 ทักษะที่เรากด like (ภาษาเด็กFacebook)

อาชีพ หนึ่งที่เราอยากเป็นคือ “นักเขียน” เรื่องท่องเที่ยว เคยฝันอยากเป็นคนทำงานตามนิตยสารที่ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆแล้วก็มาเขียน เรื่องลงหนังสือ แม้ฝันนี้ไม่สำเร็จ แต่เราก็มีบล็อกให้เราปล่อยของ 55

เราชอบคำคมอันนี้

If there's a book you really want to read but it hasn't been written yet, then you must write it. 
                                                                       ~  Toni Morrison

ถ้ามีหนังสือที่คุณอยากอ่านแต่มันยังไม่ถูกเขียน คุณควรจะเขียนมันซะเอง – โทมัส มอริสสัน

บาง ครั้งเวลาจะไปเที่ยว หนังสือที่จะหาอ่านไม่ค่อยมี หรือเป็นเรื่องที่เราเห็นว่าไม่น่าสนใจ เมื่อเรากลับมาจากทริปนั้น เราก็จะมาเขียนซะเอง ( อิๆ คือคิดเอาว่าตัวเองเขียนน่าสนใจ 55)

ร่ำๆว่าไปอเมริกาคราวนี้เราอาจจะมีเรื่องเล่าความยาว 300 หน้าจบมาฝากมิตรรักแฟนเพลง J


==================================

หมายเหตุ แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้เกิดจากอาจารย์หยก อาจารย์ผู้ใหญ่ของภาควิชาบอกว่า
เราน่าจะเขียนเรื่องราวการสมัครทุนเอาไว้เพื่อกระตุ้นนิสิต/เพื่อนร่วมงานให้ลองสมัครทุนดูบ้าง


วิชาที่ชอบกับนิสิตที่ใช่