วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พี่เอกสังคมใจดีกับน้องโสสะ : ภารกิจบำเพ็ญประโยชน์





22 Ed.Soc. students from Thaksin University spent a half day playing with SOS kids. Most of them visited the orphanage for the first time, but it seems that there's no barrier between them and kids. 

Laughter & smiles are all around. 

หลังจากเราและนิสิตเอกสังคมฯปี 3 ไปเยือนลาวเมื่อต้นกพ.57 และได้มีโอกาสเยี่ยมรร.ประจำของเด็กชนเผ่าซึ่งเป็นเด็กกำพร้า


พวกเรากลับมาจากลาวอย่างประทับใจและเห็นอีกมุมของเด็กด้อยโอกาส

เราเสนอให้อาจารย์พี่ตี๋ ซึ่งสอนวิชา "ปัญหาสังคม" จัดนิสิตในรายวิชานี้เพื่อไปบำเพ็ญประโยชน์ เล่นกับน้องๆที่โสสะ โดยแบ่งนิสิตกลุ่มละ 20 คน ไปวันเสาร์ - อาทิตย์ รวมแล้วก็จะเป็น 4 ครั้งด้วยกัน

โดยเรารับอาสาไปกับนิสิต เพื่ออำนวยความสะดวกและนิสิตจะได้ไม่ขัดเขิน รู้วิธีเล่นกับน้องๆ


22/2/14


นิสิตเอกสังคมศึกษา ปี 3 จำนวน 22 คน ใช้เวลาช่วงวันหยุดวันนี้ไปบำเพ็ญประโยชน์ที่หมู่บ้านเด็กโสสะ หาดใหญ่ 

พวกเรารวมตัวกันหน้ามหาวิทยาลัย ออกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง ใช้เวลาร่วมชม.ก็ถึงบ้านโสสะ



เด็กๆและพี่ๆเข้ากันได้ดีมาก เสียงหัวเราะ เสียงเพลง ดังลั่นอาคารกิจกรรม 
พี่ๆดีใจที่น้องๆสนุก ส่วนน้องๆก็ดีใจที่มีรุ่นพี่ประกบเล่นตัวต่อตัวแทบทุกคน :)











23/2/14

วันนี้นิสิตจำนวน 5 คน ไปเล่นกับน้องๆ เมื่อกานต์บอกว่าลิฟท์แนะนำไม่ให้ถ่ายรูปน้องๆเพราะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของน้อง เราเลยถ่ายรูปให้นิสิตที่หน้าป้ายเพื่อยืนยันการมาบำเพ็ญประโยชน์

น้องๆบางคนถามหาพี่คนเดิมๆ เราเลยบอกน้องๆว่าพี่ๆจะมาอีกเสาร์-อาทิตย์ข้างหน้า
หลายครั้งที่น้องถามหาคนเดิม เพราะส่วนใหญ่พี่ๆนิสิตจะผลัดเปลี่ยนกันมา และแล้วแต่ว่าเราจะชวนนิสิตคนไหนได้ มันคงเป็นความเคยชินของน้องๆที่อยากเจอ อยากเล่นกับพี่คนเดิม เพราะเริ่มติดแล้ว ในขณะที่นิสิตส่วนใหญ่มาได้สักครั้งสองครั้ง ด้วยภาระกิจการเรียนก็แทบไม่ได้มาอีก 

สำหรับเรา การที่นิสิตมาทำประโยชน์สักครั้ง เราก็จะดีใจแล้วที่ชักชวนพวกเค้ามาเรียนรู้สังคมรอบตัวและช่วยให้น้องๆสนุกกับกิจกรรมช่วงวันหยุดได้ 




วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กระดาษสวยด้วยมือคุณ:ตุงไส้หมู สมุดทำมือ

กระดาษ กระดาษ กระดาษ

เอากระดาษมาทำอะไรดี นอกจากขีดเขียน วาดรูป พับเป็นจรวด 

สำหรับคนหัวคิดดีๆ กระดาษก็สามารถเอามาสร้างสรรค์งานศิลป์ได้ด้วย





อาทิตย์ก่อนเข้าห้องสมุดแล้วเห็นป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ "กระดาษสวยด้วยมือคุณ" 
สอนทำตุงไส้หมู สมุดทำมือ และตะกร้าจากกระดาษสมุดหน้าเหลือง เราก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปลงชื่อเพื่อ
หัดทำในวันพฤ. 20/2/14 และสอบถามด้วยความอยากรู้ว่าตุงไส้หมู มันคืออะไร


ติ๊กต่อกๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

โชคดีที่วันพฤ.เป็นวันที่สอนช่วงเช้า ตอนบ่ายว่าง ทางโล่งซะขนาดนี้ก็ต้องวิ่งสี่คูณร้อยไปห้องสมุดในทันใด (จะวิ่งทำไมเนี่ย) 







เมื่อไปถึงห้องประชุมชั้น 2 พี่ๆห้องสมุดเริ่มลงมือแจกอุปกรณ์นิสิตและเริ่มสอนไปเล็กน้อยแล้ว พี่จิ๋มใจดี  สอนนิสิตพลาง ก็มาช่วยสอนเราต่อ เราอาศัยถามนิสิตข้างๆ (แบบว่าวันนี้มาเป็นนักเรียนวิชาศิลปะ ขอเปลี่ยนบทบาทเมื่อมาทำสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ถนัดนัก แต่มีใจรัก...ว่างั้น :)

ตุงไส้หมูสีเหลืองอันแรกออกมาหน้าตาแปลกๆ ไม่ห้อยเป็นพวงระย้าเหมือนตัวอย่างที่แขวนโชว์ เราเลยทำใหม่ 

เย้!! คราวนี้ด้วยความช่วยเหลือของพี่จิ๋มและการทำงานที่ปราณีตขึ้น เราเลยได้พวงระย้าสมใจ (ไม่น่าเชื่อว่ากระดาษขนาดเท่ากัน หากตัดคนละแบบก็จะได้ความยาวไม่เท่ากันได้ด้วย)

ย้ายจากฐานตุงไส้หมูมาเป็นการทำสมุดทำมือ ซึ่งพี่จิ๋มบอกว่าง่ายที่สุด (อืม คงจะเหมาะกับคนที่ใจร้อนกับงานฝีมืออย่างเรา) มันไม่ยากจริงๆด้วย เอากระดาษหน้าเดียวมาพับครึ่งแล้วก็รวมเล่ม เจาะด้วยตัวเจาะและร้อยด้วยริบบิ้น แค่นี้ก็จะได้สมุดทำมือง่ายๆ หลังจากนั้นก็ตกแต่งหน้าปกตามสะดวก (ใช้ฝีมือวาดเขียนที่มีติดตัวมาได้เลย)

เราพบว่างานตัดกระดาษเป็นการฝึกสมาธิที่ดีมาก เพราะทำให้คนทำจดจ่อกับสิ่งที่ทำในขณะนั้น และมีความสุข รอลุ้นผลงานหลังทำเสร็จ

เอ่อ...นึกไม่ออกว่าจะเขียนหรือวาดอะไร เราเลยพยายามนึกคำเก๋ๆ

อืม....สมุดทำมือ สมุดทำมือ 
แปลงร่าง ....เป็น สมุดทำดี ฺน่าจะดีแฮะ เอาไว้บันทึกความดี เวลาเขียนจะได้ปลาบปลื้มยินดีไปกับสมุดที่ทำเล่มนี้

Live, Love, Loose

เราพยายามเล่นคำโดยเปลี่ยนแค่สระ ก็เลยได้เป็นสโลแกนที่เราพยายามจะนำมาเป็นคำคมเพื่อบอกตัวตน

Live (meaningfully)= มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย

Love ( unconditionally) = รักอย่างไร้เงื่อนไข ไม่เลือกว่าจะต้องรักเฉพาะคนที่ดีกับตัวเอง แต่ต้องสามารถที่จะรักและช่วยเหลือคนอื่น เผื่อแผ่ความรักให้คนอื่นๆได้ด้วย (อันนี้กำลังพยายามทำอยู่)

Loose (not be too strict, be flexible) = พยายามไม่ทำให้ชีวิตตึง และยืดหยุ่นกับสิ่งต่างๆรอบตัว พยายามเข้าใจผู้อื่น








เย้++ ได้ผลงานสองชิ้นแล้ว ถึงเวลาเอาไปอวดใครต่อใคร อิๆ ฝีมือล้วนๆเลยนะเนี่ย (ฮ่าๆแอบยกหางตัวเอง)

รู้สึกขอบคุณลมแรงๆที่ทำให้ตุงเราเหมือนว่าวที่ปลิวไปตามลม ดูไปก็คล้ายบ้านญี่ปุ่นที่แขวนปลาคาร์ฟแล้วมันโบกสะบัดตามลม เราเลยถือตุงยังกะถือว่าว อิๆ ผ่านนิสิตหรือใครที่เผลอชม เราก็จะหยุดคุยด้วยนานหน่อย อิๆ

ตอนนี้ตุงไส้หมูเลยกลายมาเป็นงานศิลปะที่เราเสียบโชว์ไว้ที่ประตูหน้าสำนักงานตัวเอง เอาไว้ชื่นชมฝีมือตัวเองที่นานๆจะมีกับเค้าสักที



------------------

Thanks TSU library for having the 'Paper Handicraft' workshop this afternoon. It was such a fun experience for students & I who love to do handmade products. Throughout 2 hrs. we made handmade diary, paper lantern & the paper basket. ( For the last one, it's quite difficult for me so I attended just 2 workshops.). This activity helped us focus on what we're doing. I felt like I was a kid studying in an art class, enjoying the moment we made our masterpieces.

Delighted that while walking to my office, many students asked where I made them and they'd like to learn too. When wind was heavily blown, my paper lanterns did a good job as if they're kites flying in the sky. 

I'll teach SOS kids how to make these handicrafts. New activities await for kids there. Wait for me, kids.

-----------------------------

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

International Art Exchange: ทำงานราษฎร์ VS ทำงานหลวง



Monday 17/2/14

Tomorrow event: International Art Exchange (Thai - USA)

Being a simultaneous interpreter's very challenging for me.
Even I've gain some experience of doing this kind of job, I still feel excited. 

ผ่านการเป็นล่ามแปลทันทีทันใดมาหลายงาน ก็ยังอดตื่นเต้นเล็กๆไม่ได้ เพราะต้องพยายามใช้ทักษะการฟังให้ได้หลายสำเนียง จับใจความอย่างเร็ว และพูดทันทีเมื่อประมวลเรื่องได้

แม้จะมีชั่วโมงบินมาหลายงาน แต่ทุกครั้งก็เป็นเรื่องใหม่ๆซะทุกที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสันติภาพในภาคใต้ การศึกษาในอาเซียน พหุสังคม

คราวนี้ฉีกแนวสุดๆ "ศิลปะ" สงสัยต้องทำตัวเป็นศิลปินไปเข้างาน


------------
Tues. 18/2/14










Today, TSU held the 'International Art Exchange Workshop' which aimed to promote arts cooperation among international and national artists. 16 International artists based in USA shared their artworks via power point and VDO clips. Wanlapa & I were the simultaneous interpreters for the morning presentation. It's quite hard work but touching as we also got an opportunity from artist inspirations and learn from their experience. Some artists used trash to make audience ponder how we could save our environment. To me, it seems all artists are very nature lovers as their themes are always about environment.













In the afternoon, audience walked around to see artists's workshops. Amazingly, they could produce wonderful artworks using their imagination in 1 hr. They seemed to be artists by nature.

After spending time helping artists express their ideas towards artworks in the morning, it's my time to relax and play with arts.

หลังจากใช้สมองไปกับการตั้งสมาธิเพื่ออธิบายสิ่งที่ศิลปินบรรยาย ช่วงบ่ายวันนี้สนุกมากกับการดูศิลปินทำงาน และขอช่วยทำ ประหนึ่งว่างานชิ้นเอกเป็นฝีมือเราเอง!







All staff from the Fac. of Fine Arts made this event happen fruitfully for the benefits of local artists, art teachers and students. 




Last but not least, Bu was the main photographer & May helped out around. Big applause to them, too.


------------
* ทำงานราษฎร์ = ทำงานนอกเหนือจากหน้าที่หลักจากการสอน
* ทำงานหลวง  = ทำงานตามภาระหน้าที่

รู้สึกว่าตอนนี้งานเพื่อประชาราษฎร์ (เอ๊ย ม่ายช่าย) เริ่มล้ำหน้า 55

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ประสบการณ์ล่าม: งานด่วน

งานแรกของการทำงานเป็นล่ามแปลทันทีที่ไม่ใช่การฟังแล้วแปล แต่เป็นการอ่าน- แปล แล้วส่งทันที(ก่อนเที่ยง)

รับปากว่าจะเป็นล่ามแปลทันทีให้ workshop ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ ปรากฎว่าเปิดอีเมลมาเช้าวันจันทร์ (ก่อนวันงาน 1 วัน) มีงานแบบเผือกร้อนมาให้ทำแต่เช้า ต้องแปลคำกล่าวเปิดงานของอธิการบดี

โอ้ว... ต้องรีบปั่นและส่งไปให้อาจารย์เจมส์ช่วยตรวจทาน

ฟิ้ว...รอดตัวไปอีกงาน







Welcome Speech
International Visual Art Workshop & Exhibition (Thai – U.S.) 2014
18 February 2014
At the Parichat Hall
By the President of Thaksin University

Distinguished guests, national artists, international artists, delegates from the cultural promotion department, the president of fine arts councils and participants of the International Art Exchange ( Thai – U.S.)

Ladies and gentlemen,

            I am pleased to welcome you to this conference and my gratitude goes to the Cultural Promotion Department, the Ministry of Culture, the Thai Fine Arts Council of Los Angeles, United States of America, and the Faculty of Fine Arts, Thaksin University for their cooperation in establishing this conference to promote valuable pieces of arts from the east and the west. This forum offers the opportunity for students, teachers and those who are interested in arts in order to exchange their experience and ideas which is very meaningful and fruitful for them to experience and learn from both national and international artists.  They will be their inspiration to create arts for the betterment of the society.

Finally, on behalf of Thaksin University, once again, I would like to thank to every sector and contribution that makes this happen and wish this conference much success and good luck. 

 ---------

            ผมขอขอบคุณในความร่วมมือในการจัดโครงการในครั้งนี้ของทุกฝ่าย อันได้แก่   กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  สภาศิลปกรรมไทย  เมืองลอสแอลเจอริส สหรัฐอเมริกา และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ได้ร่วมจัดโครงการที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าในครั้งนี้ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ผลงานศิลปะและความหลากหลายทางวัฒนธรรมของตะวันออกและตะวันตก  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประสบการณ์และให้ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติและศิลปินนานาชาติสู่นิสิต นักศึกษา ครู  อาจารย์และกลุ่มผู้เรียนและผู้สนใจงานทางด้านศิลปะ              ได้เรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้ในการฝึกฝนงานศิลปะ นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจ    ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติต่อไป
            ข้าพเจ้าในนามของ มหาวิทยาลัยทักษิณ  ขอขอบคุณในความร่วมมือของทุกฝ่ายที่จัดให้มีโครงการที่มีประโยชน์และมีคุณค่าเช่นนี้ และขอให้ดำเนินโครงการสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ข้าพเจ้าขอเปิดโครงสัมมนาเชิงปฏิบัติการนิทรรศการศิลปะนานาชาติ (ไทย  อเมริกัน) ณ บัดนี้


วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

A simple birthday: turn 39



"A birthday is just the first day of another 365-day journey around the sun. Enjoy the trip!" 
                                                                                                                                             Author Unknown 


(วันเกิดแค่เป็นวันแรกจากการเดินทาง 365 วันรอบดวงอาทิตย์ จงมีความสุขกับการเดินทาง)


"สุขสันต์วันเกิดนะ เกิดเมื่อไหร่"

" เกิดนานแล้ว"

บทสนทนาข้างต้นที่โรงอาหารของมหาลัยระหว่างนิสิตผู้ที่เกิดนานแล้วกับคนอวยพร ทำให้เราอดอมยิ้มไม่ได้ ไว้วันหลังเราจะเอาไปตอบมั่งเวลาใครถามว่าเกิดเมื่อไหร่ 

วันเกิดมาถึงอีกแล้วเหรอเนี่ย ปีนี้พยายามทำเงียบๆ ไม่ออกสื่อ FB และเลิกบอกวันเดือนปีเกิดบน FB นานแล้ว ฮ่าๆ เพื่อนที่สนิทๆก็จะอวยพรทางกล่องข้อความเพราะคงเดากันได้ว่าวันเกิดเมื่อนานๆ ผ่านไปหลายพ.ศ. ก็จะ(ทำเป็น)แกล้งลืมกันไปแบบเนียนๆ อิๆ


แต่ละปีที่ผ่านวันเกิด เราหวังว่าเราจะแก่* (คำนี้แสลงใจจัง) กล้าด้วยประสบการณ์ ซึ่ง
น่่าจะดีกว่าการอยู่ไปนานๆ อายุผ่านๆไปโดยยังไม่ได้ทำให้ชีวิตตัวเองหรือใครต่อใครดีขึ้น 

เคล็ดลับ (ใครถามเนี่ย) อารมณ์ดี ยิ้มง่่ายและมีความสุขกับชีวิตเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับเรา หนึ่งในนั้นคือต้องคบเด็ก! 

ไม่ว่านิสิตมหาลัยที่เรียนกับเรา หรือนิสิตที่ทำกิจกรรมด้วยกัน ก็จะทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ ความสดใสของวัยพวกเค้าและมองย้อนตัวเองว่าเมื่อก่อนเราก็เคยเป็นแบบนั้น(นะ) 

จะยิ่งดีมากถ้าคบเด็กอายุต่ำๆ นั่นก็คือน้องๆที่บ้านโสสะที่ทำให้เราอารมณ์ดีได้ทุกครั้งเมื่อไปหา เป็นความผูกพันธ์ร่วม 9 ปีของการไปมาหาสู่น้องๆที่นั่น 

วันธรรมดาเราไปหาน้องๆไม่ได้ แต่เราก็ยังเป็นหัวหน้าแก๊งค์เด็ก (อิๆ แอบคิดเอาเองว่าแบม โอโซน ไก่โต้ง นักเรียนป.3 เลือกเราแล้ว)







วันเกิดปีนี้นอกจากจุ๋มและโอ๋ เพื่อนเก่าและปัจจุบันซึ่งคบกันมาน๊านนานตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย เราก็ยังมีแบม โอโซน เป็นเพื่อนเล่น ท่องโลกแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกัน

อืม...ชวนโอ๋ไปรับแบมที่โรงเรียนวิเชียรชมดีกว่า การไปโรงเรียนประถม เห็นเด็กๆสนุกสนาน เจี๊ยวจ๊าว มันก็ทำให้เราฉีกตัวเองจากมหาลัยที่นิสิตจะอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ค่อยออกมาสู่กลางแจ้ง ไปอีกแบบ

หลักๆของวันนี้ เด็กๆอยากไปกินไอติม ถนนนางงาม 

โอ้ว...แดงไปทั้งบริเวณ เพราะวันตรุษจีนจะเริ่มอาทิตย์หน้าแล้วนี่เนอะ





โอ๊ะ พ่อค้าทำ" ตังเม หรือ น้ำตาลปั้น"  ว่าแล้วก็รีบเร่เข้าไปดูตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น(ไปหมด)

โดยทั่วไปเรามักจะชื่นชมห่างๆ แต่เมื่อเคยดูจากรายการ "ฝรั่งหลงกรุง" มันดูมีเสน่ห์มาก การปั้นน้ำ(ตาล) เป็นตัวอย่างรวดเร็ว ออกมาเป็น superman Santa Claus โดราเอมอน มันช่างสุดยอดมาก ภายใน 3 นาทีพ่อค้าก็ทำได้ 1 ตัว (สุดยอดมากๆ) พ่อค้าบอกว่าทำมาตั้งแต่อายุ 16 ปีแน่ะ 

น้ำตาลและสีสังเคราะห์เป็นส่วนผสมหลักในการทำน้ำตาลปั้น โดยการหยิบสีหลากสีตาม character ของสิ่งที่จะปั้นมาจับๆบิดๆ แป๊บเดียวก็ได้ซานตาคลอสที่แบกถุงของขวัญ 



แปะ แปะ แปะ ตบมือด้วยความทึ่งในการทำงานประสานกันทางประสาทตาและมือของพ่อค้า

ราคาอันละแค่ 20 บาท แบบว่านาทีนั้นอยากจ่ายให้พ่อค้ามากกว่านั้นเป็นค่าความคิดสร้างสรรค์ผลงาน

จุ๋มซื้อให้แบมกับโอโซนคนละอัน

เรามีน้องประถม 2 คนมายืนๆมองๆดูด้วยสายตาอยากได้ เรานึกถึงตัวเองตอนเด็กที่ชะเง้อดูขนมเพื่อนแต่ไม่มีเงินซื้อ แล้วก็อยากซื้อให้น้องแต่ก็ไม่แน่ใจว่าน้องจะรับรึเปล่า เพราะเด็กไทยแทบทุกคนถูกสอนมาว่าไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้า (ที่หน้าแปลกอย่างเราด้วย) น้องสาวซึ่งอ่อนวัยกว่าคิดอยู่สองวินาทีก็พยักหน้า ในขณะที่พี่ชายยังรักษาฟอร์ม ทำตามคำสั่งแม่อย่างเคร่งครัด 


เราบอกน้องทั้งสองคนว่าเอาเหอะ หากไว้ใจคนแปลกหน้า เพราะว่าเราไม่ได้จับต้อง"น้ำตาลปั้น"เลย (เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและตรงนั้นก็มีคนขายและคนจากโรงงิ้วอยู่อีก 2 คน) น้องเด็กผช.ทนความเย้ายวนและสีสันของ "น้ำตาลปั้น" ไม่ได้เลยเอาด้วย 1 ตัว

เย้!  ในที่สุดเราก็ได้เป็น Santa Claus (ตัวจริง)




หมายเหตุ: ว่าแต่ "น้ำตาลปั้น" นี่มันแข็งมากเลยนะ แอบแทะเท้าซานต้าคลอสได้ข้างเดียวก็ยอมแพ้
เอ๊ะ เราแก่แล้วเหรอเนี่ย ฟันไม่ดี (แน่ะ ยังไม่รู้ตัว)
------------------------------------

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

็Happy Happier Happiest






ทำไมจะสุข ก็ต้องสุข 3 ขั้น สุข สุขกว่า สุขที่สุด (Happy Happier Happiest) มันดูเป็นการแข่งขันเพื่อมีความสุขอย่างไรอย่างนั้น ความสุขที่ได้จากการแข่งขันมีมั๊ยนะ หรือความสุขจะต้องไม่แข่งขันกับใคร เพราะหากแข่งขันก็อาจจะก่อให้เกิดทุกข์ได้ 
เริ่มมีคำถามมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อคิดจะอ่านหนังสือเรื่อง "ความสุข" 
แล้วแบบนี้จะมีความสุขมั๊ยเนี่ย 
อิๆ ยังสงสัยต่ออีก(แน่ะ)

รับปากอาจารย์ณัฐ (บก.วารสารปาริชาต)ก่อนปีใหม่ว่าจะเขียน book review วิจารณ์หนังสือเล่มที่ 2 ให้ หลังจากที่เคยเขียนเรื่อง The Power of Half ไปแล้วเมื่อกค.56 

เราแอบหวังผลไว้ 2 ประการ คือ การรับปากเป็นข้อผูกมัดตัวเองแบบนี้จะทำให้เราตั้งใจอ่านหนังสือ 1 เล่มอย่างจริงจัง มากกว่าที่จะปล่อยให้อ่านจบแล้วก็จบเลย เราอยากสร้างนิสัยการเขียนวิจารณ์หนังสือ เหมือนกับที่เราเคยทำสำเร็จหลังการดูหนังแทบทุกเรื่อง เราก็จะหยิบประเด็นมาเขียนอยู่ช่วงนึง เพื่อให้การดูหนัง 2 ชั่วโมงไม่เสียเปล่า อุตส่าห์เรียนคอร์สทางไกล Critical Thinking in Language Learning & Teaching University of Oregon, USA ซึ่งสอนเรื่องการคิดวิเคราะห์มาแล้วจะได้ไม่เสียเที่ยว อิๆ

2. เรายังหวังผลเลิศอีกอย่างว่า เราจะได้ตัดตอนความยาว 3 หน้าที่เขียนลงวารสาร มาเป็นความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 เพื่อส่งไปลง “ขวัญเรือน” อีก หลังจากเพิ่งได้ลงเรื่องไปในปักษ์แรกธันวาคม 56

หลังจากรับปากแล้ว เราก็เริ่มมองหาหนังสือที่มีแง่มุมให้วิเคราะห์ ตอนแรกกะจะเขียนเรื่อง Brain Power ของหนูดี วนิษา เรซ (ยืมจากบูเรียบร้อย กะว่าจะได้เขียนช่วงวันหยุดปีใหม่) แต่ก่อนปีใหม่ เราไปที่ห้อง self-access ของคณะฯ โดยวางแผนว่าจะหาหนังสือน่าอ่านจากที่นี่ไปเขียน เพราะเห็นที่นี่มีหนังสือเพิ่งมาใหม่ น่าอ่านๆเพียบ

ว้าว...เจอหนังสือชื่อเรื่องน่าสนใจกว่า "Happierเปิดห้องเรียนวิชาความสุข" และมันก็ยังเกี่ยวพันกับหนูดี อยู่ดี ตรงที่หนูดีเคยเรียนวิชานี้เมื่อสมัยเรียนที่มหาลัยฮาร์วาร์ด และเธอยังเขียนคำนิยมให้หนังสือเล่มนี้ด้วย

หลังจากใช้เวลาละเลียดอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่เกือบ 2 อาทิตย์ เราก็เริ่มมาคิดๆว่าเราจะเอาแง่มุมไหนของหนังสือมาเขียนดี

อ๊ะ มีบทนึงที่ให้ผู้อ่านนิยาม "ความสุข" "อะไรทำให้เกิดความสุข"
เราเลยได้ที เอามาเป็นคำถามถามเพื่อนๆ นิสิต พี่ๆ รวมทั้งมานั่งคิดคำนึงถึง "ความสุข" ตามประสาเรา

ต่อไปนี้คือนิยาม "ความสุข"

"ความสุข คือ ความสบายใจ เช่น การที่เราได้เป็นผู้ "ให้" กับผู้อื่นหรือสังคมจนทำให้ผู้อื่นมีความสุข ก็จะทำให้เราเกิดความสบายใจและมีความสุขนั่นเอง ความสุขไม่จำเป็นต้องร่ำรวยมีเงินทอง แค่เรารู้จักพอและทำความดี ทำแล้วเรามีความสบายใจ แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว"

"ความสุขของเราเป็นอะไรง่ายๆ ได้กินอะไรอร่อย เราก็มีความสุขแล้ว ได้ดูหนังสนุกๆเราก็มีความสุข นั่งนิ่งๆไม่มีเรื่องอะไรหนักหัวเราก็มีความสุข นั่งข้างๆเพื่อนที่เราไว้ใจเราก็ความสุขแล้ว เห็นหมาแมววิ่งไปวิ่งมาเราก็มีความสุข ได้พยุงคนแก่ข้ามสะพานลอย ได้จูงคนตาบอดข้ามถนน ช่วยเค้าดูสายรถเมล์ ได้ช่รยคนเล็กๆน้อยก็มีความสุข อย่างล่าสุดตอนไปงานศพเห็นเพื่ปนที่แต่งงานกันเพราะเราช่วยจีบให้คบกันเป็นแฟนเป็น 10 ปี แต่งกันอีก 10 กว่าปีเค้าก็ยังน่ารักกันอยู่เห็นแล้วมีความสุขมาก ความสุขของเราหาไม่ยาก ไม่ต้องเป็นอะไรใหญ่โตถึงจะทำให้มีความสุข เรื่องเล็กๆน้อยนี่แหละที่ทำให้ทุกวันเรามีความสุข มีความสุขง่ายนิดเดียว แต่ความทุกข์ของคนอื่นชอบทำให้เราไม่เป็นสุขอยู่เรื่อย" 

"ความสุขคือความรู้สึกสบายใจ ที่ทำให้เราอยากยิ้มออกมา สิ่งที่สร้างความสุขอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการได้อยู่ครอบครัว คือการได้ใช้สิ่งที่ตัวมีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น ซึ่งทำตามความพร้อมของตัวเอง หนูคิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้ตนเองและคนรอบข้างเดือดร้อน ชีวิตก็มีความสุขแล้วค่ะ"

"ความสุขคือ เราไม่ทุกข์ เราไม่ทำให้ใครทุกข์รวมทั้งตัวเอง ทั้งกายและใจ"

" ความสำราญกาย สำราญใจ"

-----------------------( continued part II)

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

3D Museum: latest entertainment


เราพามินจิ เพื่อนเกาหลีไปเที่ยวสถาบันทักษิณคดีหรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา"

เมื่อบอกว่าจะพาไปเที่ยวอีก 1 พิพิธภัณฑ์ เธอทำหน้าตาแบบว่า "พิพิธภัณฑ์อีกแล้วเหรอ" 

ไหนๆก็พามินจิมาหาความรู้เกี่ยวกับภาคใต้เรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้ไม่รู้สึกผิดว่ายังไม่ได้ให้ความรู้กับเพื่อน (เพื่อนอยากได้มั๊ยเนี่ย ฮี่ๆ) ด้วยเกรงว่าจะเสียชื่อนักวิชาเกิน เอ๊ยนักวิชาการ

ดังนั้นพิพิธภัณฑ์ที่กล่าวถึงก็คือ Magic Eye 3D Museum ที่ตลาดกรีนเวย์ หาดใหญ่ เพิ่งเปิดใหม่หมาดๆเมื่อช่วงปลายธันวา 56 ตอนแรกงงๆว่ามันอยู่ส่วนไหนของตลาดแต่นั่งสองแถวไปถึงก็จะเห็นรถทัวร์จอดอยู่ด้านหน้าเลย (นัยว่านักท่องเที่ยวมาเลย์มากันเยอะ แน่ะ! รู้ก่อนคนไทยหลายๆคน) 

ราคาบัตรสำหรับผู้ใหญ่ 200 B. (อ่านจาก FB เห็นว่าหากโชว์บัตรประชาชนว่าอยู่สงขลาก็จะได้ลดเหลือ 150 B. อันนี้เรามาเห็นทีหลังแล้ว ทำให้ไม่ได้ใช้สิทธิ เจ้าหน้าที่น่าจะแจ้งให้นักท่องเที่ยวทราบบ้างนะเราว่า)

ขั้นแรกก็ฝากรองเท้ากันก่อนค่ะ เพราะหลายๆภาพ ผู้ชมต้องเข้าไปเหยียบ ยืนบนภาพ (สำหรับเราลงไปกลิ้งเกลือกกันเลยทีเดียว ฮี่ๆ กะว่า 200 B. ถ่ายไป 200 แอ๊ค แฮ่ม อย่างไม่อายใคร เพราะไม่ได้รู้จักคนแถวนั้นเลย) 


รวมเด็ดภาพประทับใจ



ตุ๊บ! เสียงมะพร้าว เอ๊ยเสียงเราตกลงมาจากฟากฟ้า (ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ อิๆ) มีเสียงทักว่าเราน่าจะตกมาจากด้านคนนั่งไม่ใช่ด้านคนขับเยี่ยงนี้ เอ่อ ...บนฟ้า ย่อมขับรถกันอย่างไม่ธรรมดา นั่งด้านไหนก็ล่วง




Minjee ซึ่งไม่ยอมลงทุนกลิ้งเกลือกไปกับเราเพราะยังรักษาภาพผู้หญิงเรียบร้อยของเกาหลี อิๆ เลือกที่จะมาเล่นกระดานโต้คลื่นแทน มาดเธอเหลือกินเลยจริงๆจากฟ้าได้เหมือนกัน เอ๊ะ หรือมีใครเตะเราลงมารึเปล่าเนี่ย (ไม่น๊า!)

หาห้องน้ำไม่เจอ งั้นก็เอามันตรงนี้ละ อ๊ะ... อย่าแอบดูเค้าสิ



จ๊าก...ด้วยความรีบร้อน ลืมตัวไปว่าเราเป็นกุลสตรีเรียบร้อยดั่งผ้ายับพับไว้ ต้องไม่ยืนฉี่
เข้าห้องน้ำอย่างกุลสตรีไทยก็ได้ ฮี่ๆ








ปล่อยทุกข์ (กับปีเก่า) เอ๊ย ไม่เกี่ยว ก็สุขาซะที ได้เวลาไปหามุมใหม่ๆ










แงๆ ช่วยหนูด้วย แถวนี้มีแต่สัตว์ป่าดุร้ายทั้งนั้นเลย หนูจะไปไหนดีละเนี่ย