วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ไปเป็นชาวบางกอกช่วงsummer



เราไปท้องฟ้าจำลองเป็นครั้งที่ 2 ระยะห่างกันเกือบปี คราวที่แล้วไปผิดเวลาเพราะไม่ทำการบ้านล่วงหน้า
 ทำให้เข้าชมท้องฟ้าจำลองตามรอบไม่ทัน ปีนี้เมื่อขึ้นกทม.อีกครั้งเลยชวนโอ๋ไปทำ mission เดิมให้สำเร็จ ฮี่ๆ





ดูจากอินเตอร์เน็ต ท้องฟ้าจำลองเปิดเป็นรอบๆ รอบสุดท้ายคือ 14.30 น. คราวนี้เลยมากันก่อนเวลา
ค่าตั๋วถูกมาก 30 บาท แถมหากจัดเวลาดีๆก็ยังได้ดูหนังสารคดีตะลุยดาวอังคาร 3 มิติ (ความยาวประมาณ 10-15 นาที) ด้วย


เรียกว่าคุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว


มาแล้วก็ต้องไปแชะรูปที่เดิม 1 ปีผ่านไป USA ก็ใกล้แค่เอื้อม :-)

เอ่อ…เข้า ใจแล้วว่าทำไมพี่เคน ธีรเดช ในเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอถึงหลับเมื่อเข้าท้องฟ้าจำลอง เนื่องจากบรรยากาศมืดๆ ดาวเต็มท้องฟ้า มีคนบรรยายเล่าเรื่องดาวต่างๆทำเสียงสูงเสียงต่ำ กล่อมนอนนี่เอง ช่วงแรกๆเราพยายามฟังเรื่องดวงดาวต่างๆ อย่างไม่ค่อยเข้าใจ แฮ่.... ปนพยักหน้าไปมา คร่อก…


ความรู้สึกของการเห็นดาวเต็มท้องฟ้าในกทม.ช่างน่ามหัศจรรย์ เพราะกทม.ยามค่ำคืนมีแต่แสงสว่างจากไฟฟ้า จำไม่ได้ว่าเราเคยเห็นดาวที่กทม.รึเปล่า แหงนมองฟ้าทีไหนเห็นแสงสว่างปรุงแต่งทั้งนั้น คนรักธรรมชาติอย่างเราเลยไม่ค่อยปลื้ม อิๆ


เราชอบเวลาออกค่ายตามชนบท กลางคืนสามารถโรแมนติคแบบเดี่ยวๆได้เลย เพราะท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว
ร่ำๆ ว่ากลับมาจะทบทวนความรู้เรื่องดาวลูกไก่ ดาวไถ ฯ เพราะจำไม่เคยได้ หาไม่เจอว่าดวงดาวไหนเป็นดาวอะไร ( ความรู้ที่เรียนตอนประถมเท่าหางอึ่ง ถึงตอนนี้ไม่เหลือแล้ว)

ก่อนไปดูท้องฟ้าจำลอง เราพยายาม search อินเตอร์ เน็ตจากห้องโอ๋ว่าควรเที่ยวที่ไหน ที่พวกเราตกลงปลงใจไปร่วมกันได้ เราอยากไปดูการทำบาตรที่ชุมชนบ้านบาตร แต่โอ๋บอกว่ามันคนละทางกับท้องฟ้าจำลอง ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง


งั้น search ต่อ
Search คำว่าเที่ยวกทม.ใน 1 วัน สถานที่ในเน็ตแนะนำมักเป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเราไปแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น museum siam พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พิพิธภัณฑ์เรือราชพิธี นิทรรศรัตนโกสินทร์ Bangkok Art Gallery
พิพิธภัณฑ์สวนผักกาด พิพิธภัณฑ์จิม ทอมสัน


ประเภทวัดแนะนำ เช่น วัดพระแก้ว วัดโพธ์ วัดอรุณ ภูเขาทอง ก็ไปมามากกว่า 1 ครั้งแล้ว
สถานที่ที่นักท่องเที่ยวฝรั่งมักไปอย่าง พระตำหนักวิมานเมฆ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ไปแล้ว
สวนสัตว์ดุสิต ก็แล้ว


เรียกว่าที่แนะนำไว้ในเว็บ ไปเกือบครบแล้วอ่ะ

แล้วเราจะไปไหนดีๆๆๆๆๆ


โชคดีที่โอ๋ชวนไปกินข้าวอย่างคนมีฐานะ(ยากจน)ที่ Food Court ห้าง Siam Paragon
อิๆ ข้าวราคาจานละไม่แพงก็พอหากินได้ เราเลยได้มีโอกาสดูฟรีคอนเสิร์ต Siam Paragon Islander Summer Aloha + South Pacific Island Show ที่หน้าห้าง เห็นชื่อนักร้องลุลาก็ดี๊ด๊า  อยากฟังเพลง
อีกวันนึงเป็นพี่ปั่น ไพบูลเกียรติ


เพลงฟังสบาย สไตล์หน้าร้อนคงต้องเป็น 2 คนนี้ วันพฤ.ดูจากตารางแสดงเป็นลุลา เลยรีบมากันตั้งแต่ 6 โมงเพื่อมาฟัง “ตุ๊กตาหน้ารก เอ๊ย หน้ารถ”



อ้าว... กลายเป็นคอนเสิร์ตพี่ปั่นซะงั้น ไม่เป็นไร หยวนๆ(ของฟรีอ่ะ อย่าคิดอะไรมาก แถมพี่ปั่นก็ร้องเพลงเพราะแถมแสดงหนังก็ดี ฟังได้ค่ะ ฟังได้)


เวลามากทม. เรา จะแอบนึกแบบคนต่างจังหวัดว่าหากเจอดาราก็ดี อยากเห็นๆว่าตัวจริงเหมือนกับในทีวีมั๊ย แต่เดินตามห้างก็ไม่เห็นเจอ ที่ๆมักเจอกลับเป็นจตุจักร


I Love CW




ก่อนไปดูคอนเสิร์ต โอ๋กับเราเดิน sky walk ไป Central World กัน ผ่านป้าย นู่น นี่ นั่น ช่างเหมาะกับการเอาไปลง FB


โอ๊ะ... นั่นกระเป๋าใบใหญ่ เอาไป USA




ว้าว...ไปอีกหน่อย มีตู้เสื้อผ้าให้ลองใส่เสื้อผ้ายี่ห้อดัง FCUK ที่ห้างจัดไว้ด้วย ไปยืนๆอ่าน เค้าบอกว่าหากอยากได้รางวัลให้ upload ภาพที่ถ่ายตรงนี้ไปขึ้น FB คนใดที่ได้รับการกด like มากที่สุดจะได้ของรางวัลจาก FCUK







บอกโอ๋ว่าหากเราบังคับเพื่อนๆที่มีใน FB ประมาณเกือบ 500 คน เราอาจจะได้รางวัลนี้
 ฮี่ๆแต่คงเป็นการฝืนใจมิตรรักแฟนเพลงกันมากเกินไป เลยบ่ได้ทำ





ห้างนี้มีดีกว่าที่คิด เพราะเดินไปเดินมาเราก็เจอเทศกาลปล่อยแสง 100 ร้อยคน 100 คิดทำกิน ตอนที่อ่านจากหนังสือ A Day เราอยากเห็นมาก เนื่องจากเป็นโครงการแนวความคิดสร้างสรรค์ ที่เลือกคนที่มีอิทธิพลในวงการสื่อสร้างสรรค์จำนวน 100 คน เสนอไอเดียว่าใครหรือสิ่งไหนที่ทำให้เค้าชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์
 และนำสิ่งของนั้นมาจัดแสดง พร้อมทั้งมีคำอธิบายบอกเหตุผลว่าทำไมถึงชอบคน/สิ่งของนั้นๆ





จ่าเฉย ซึ่งเป็นหุ่นตำรวจปลอมที่กทม.ถูกเลือกโดยคุณทรงกลด บางยี่ขัน บก. A Day เนื่องจากเค้าคิดว่ากรมตำรวจช่างกล้าคิด(ได้ไง) เอาหุ่นมาตั้งเพื่อให้คนกลัวการทำผิดกฎจราจร มีที่เดียวในโลกนะเนี่ย


บางคนเลือกพี่เบิร์ดเพราะเป็นต้นแบบของคอนเสิร์ตผสมจินตนาการ ดังนั้นสิ่งที่นำมาจัดแสดงคือ บันทึกการแสดงคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดๆ Oh My God รื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็กของเราขึ้นมาทันที


บาง คนเลือกเจ๊อ้อย แม่ค้าข้าวเหนียวหมูคนสู้ชีวิต ซึ่งสามารถพลิกแพลงเพื่อให้ตรงใจลูกค้าและขายได้หลายความต้องการ เลยเกิดข้าวเหนียวหมูฝอย หมูทอด หมูกรอบ หมูแผ่น ในร้านเดียว





มีคนนึงเลือกเพลงไข่เจียว ของเฉลียง ( เฉลียง ได้รับการโหวต 2 ครั้ง คือนิ้วกลม เลือกวงเฉลียง กับ เพลงไข่เจียว) อุปกรณ์ประกอบเลยเป็นร้านขายไข่เจียว

"รับไข่เจียว(ไหม้ๆ)ซักลูกมั๊ยคะ ?"
ปิดท้ายด้วยกระจกคำคม Love of beauty is taste. The creation of beauty is art.
( ความรักในความสวยงามคือเรื่องของรสนิยม แต่การสร้างสรรค์ความสวยงามคืองานศิลปะ)




หมายเหตุ ขอบคุณโอ๋ สำหรับที่พักแรมทางให้คนแดนใต้และเป็นไกด์พาเที่ยวห้าง (หากเป็นสถานที่เที่ยวอื่น เธอมือใหม่พอกัน :-)







วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

ผ้าพันคอกับความภูมิใจในชีวิต

เรากำลังจะขึ้นกทม.วันที่ 15 เมย.นี้
เวลาเดินทางนอกจากการแพ็คกระเป๋าแล้ว สิ่งที่เรามักจะพิถีพิถันเป็นพิเศษคือการเลือกหนังสือ
เมื่อไม่นานมานี้ เราสะดุดกับคำว่า passport (หรือหมายถึงหนังสือเดินทางในภาษาไทย)
สำหรับเราหนังสือเดินทางไม่ได้หมายถึง passport อย่างเดียวแต่ยังหมายถึงหนังสือที่เราพกติดตัวเพื่อฆ่าเวลาด้วย
เรา มักจะเลือกหนังสือที่เบาๆ แต่เวลาเอาหนังสือเบาๆไปก็เกรงว่าจะอ่านจบเร็วเกินไป ( แน่ะ...ไปเดินทางหรือไปเปลี่ยนที่อ่านหนังสือเนี่ย ) เราเลยต้องพกหลายๆเล่มเผื่ออ่านเล่มนี้จบจะได้อ่านเล่มใหม่ต่อ
นอกจากหนังสือ ก็พกไดอารี่ ( อันนี้เอาไปเพราะติดว่าจะต้องจดนู่นนี่นั่นและหากอ่านหนังสือจนจบก็จะได้มีอะไรทำต่อ)

แต่น แตน แต๊น
ตอน นี้เรามีของเล่นใหม่แล้ว แฮ่ม...คือการพกไหมขนแกะ อุปกรณ์การปักไหม และเข็มปักเบอร์ 3 เพราะเรามีเป้าหมายว่าจะถักผ้าพันคอให้เสร็จภายในสงกรานต์และเอาไปทำต่อเวลา ฆ่าเวลารอรถ / เครื่องบิน
เราเริ่ม เห่อการทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แฮ่ จริงๆแล้วซื้อไว้ก่อนปีใหม่เพราะเคยตั้งใจเอาไว้ว่าแต่ละปีจะต้องหัดทำอะไร แปลกๆที่ไม่เคยทำให้เป็นซักอย่าง เมื่อ 2-3 ปีก่อนตั้งไว้ว่าจะหัดว่ายน้ำ จนพอว่ายป๋อมแป๋มได้แล้ว
ก่อนช่วงปี ใหม่ 54 เราไปเดินตลาดทรัพย์สิน เจอพี่คนขายเค้านั่งถักผ้าพันคอพร้อมสอนฟรี (หากซื้ออุปกรณ์) เราเลยตาโตซื้อและก็ให้พี่เค้าหัดให้
กะจะเอาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง อิๆ
แต่ คนอย่างเราเห่ออะไรไม่นาน เลยเอามาตั้งเอาไว้ จน 4 เดือนผ่านไปไวยังกะโกหก แฮ่ เราเห็นพี่ๆน้องๆที่สนง.เลขาคณะมนุษย์ฯนั่งปักผ้าพันคอ
เราเกิดอาการกำเริบ และระลึกชาติได้ว่าเราก็มีนี่นา  งั้นก็เอามาทำดีฝ่า
เอ่อ...ปัญหาคือลืมไปแล้วว่าทำยังไง
โชคดีได้ผู้ช่วยคือจุ๋ม เพราะแค่เอ่ยปากว่าตอนนี้เราอยากทำผ้าพันคอ จุ๋มก็ควักของจุ๋มมาให้ดู
โอ๊ะโอ  จุ๋มก้าวหน้ากว่าเราอีกอ่ะ เริ่มทำตอนไหนก็ไม่รู้ ทั้งที่ยุ่งกับการขายของ+เลี้ยงแบม
ทำเสร็จแล้วด้วย
เราเลยให้จุ๋มสอนลายง่ายๆให้เรา แล้วก็เลือกไหมขนแกะจากร้านจุ๋มมาหัดทำ







ทำเพลินมากๆ เมื่อวันอาทิตย์เราผ่านหน้ามหาลัยเห็นนิสิตกำลังแพ็คของช่วยผู้ประสบภัยน้ำ ท่วมภาคใต้ เพื่อการเป็นอาจารย์ด้านบำเพ็ญประโยชน์ที่ดีเลยรีดไถจุ๋ม เอ๊ย ม่ายช่าย ร่วมกันกับจุ๋มเอาเงินลงไปบริจาค
พอจุ๋มกลับ เราก็มาที่ซุ้มเพื่อช่วยแพ็คของ แต่ว่าไม่มีถุงพลาสติกเหลืออ่ะ เลยต้องนั่งรอถุงแพ็คของ




เพื่อไม่ให้การปักผ้าขาดตอน เราเลยงัดขึ้นมาทำซะเลย เพื่อการสร้างภาพของผู้หญิงเรียบร้อยอย่างเรา ( คิดเอาเองตลอด คิกๆ)

ตกกลางคืนเรานั่งทำจนถึงตี 1 รายการทีวีที่ไม่เคยดูวันนั้นดูจนหมด
เพิ่งรู้ว่ารายการที่นี่หมอชิต มอส+ภรรยา ออกรายการ เอาฟะ ถึงจะโฆษณาเยอะมาก ก็ดูซะหน่อย
นั่งปักผ้าพันคอไปด้วย ตาจะได้ไม่ร้อนผ่าวๆด้วยความอิจฉาแฟนมอส 55
-------------------------------------------------------------


วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

Tuesday with Morrie VS The Last Lecture




เย้!! ในที่สุดเราก็อ่านหนังสือ Tuesday with Morrie จบซะที ใช้เวลายาวนานมาก ประมาณ 3 ปี เราซื้อที่ศูนย์หนังสือจุฬา ตอนไปกับโอ๋ จำไม่ได้ว่าตอนนั้นไปศูนย์หนังสือฯทำไม เป็นหนังสือที่ภูมิใจมากที่ตอนซื้อมามันลดราคาเหลือ 180 บ.

เรา ค่อยๆละเลียดเรื่องนี้อ่านเรื่อยๆ จนอ่านจบเมื่อวานนี้เนื่องจากตั้งใจไว้ว่าปิดเทอมนี้จะต้องกวาดหนังสือที่ อ่านเอาไว้ครึ่งเล่มหรือเกือบจบให้จบซักที

เรื่องต่อไปของเราคือ The Last Lecture ตอนนี้มาได้ครึ่งทางแล้ว หนังสือความยาว 206 หน้า เราอ่านถึงหน้า 147 แล้ว

จริงๆทั้ง 2 เรื่องอ่านแล้วก็ติดนะ วางไม่ลง ( แฮ่ แต่พอวางทีไหนก็เผลอไปหยิบเล่มอื่นๆมาพลิกๆ สุดท้ายก็อ่านไม่ถึงไหนซักที)


Theme ของทั้ง 2 เรื่อง เป็นเรื่องคนที่รู้ตัวว่าจะตายจากโรคภัยไข้เจ็บและมีวิธีรับมือกับความตาย ที่จะมาถึงได้อย่างสงบและยังสามารถสอนคนอื่นให้ปลงและไม่เศร้ากับการตายของ ตน


ช่างน่าบังเอิญที่ทั้ง Morrie จากเรื่อง Tuesday with Morrie และ Randy จาก The Last Lecture เป็นอาจารย์ทั้ง 2 คน


Tuesday with Morrie เป็นเรื่องของลูกศิษย์คือ Mitch ซึ่งจะมาเยี่ยมอาจารย์ของตนทุกวันอังคาร เลยเกิดเป็นชื่อเรื่องนี้ มาแต่ละครั้งกลายเป็นว่าแทนที่ Mitch จะเป็นคนปลอบอาจารย์ กลายเป็นอาจารย์ที่คอยสอนแง่คิดชีวิตให้เค้า จากที่เค้าตั้งใจมาให้ กลายเป็นเค้ามารับจากอาจารย์


หาก ใครมีเรื่องเศร้าเกี่ยวกับความตายของคนใกล้ตัว แนะนำเรื่องนี้ให้อ่าน มันจะทำให้เห็นว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่หากเรายอมรับได้ก็จะใจสงบ เค้าสอนว่าหากเรารู้แน่ว่าวันไหนที่จะต้องตาย มันจะทำให้เค้าเตรียมตัวไว้ก่อนและใช้ชีวิตในปัจจุบันอย่างมีสติและอย่าง คุ้มค่า


เราชอบที่ Morrie คิดจะให้แกะหินฝังศพ*ตัวเองว่า Teacher to the Last ( ครูจนวันสุดท้าย) ช่างเหมาะกับตัวเค้าที่สอนลูกศิษย์จนแม้เมื่อวาละสุดท้ายของชีวิตมาถึง (ธรรมเนียมตะวันตกเมื่อมีผู้เสียชีวิตก็จะมีการแกะสลักหินเพื่อบรรยายถึงผู้ ตาย*)






The Last Lecture ชื่อเรื่องมาจากธรรมเนียมของหลายๆมหาลัยในอเมริกาที่เปิด forum ให้อาจารย์ที่ได้รับเชิญมา lecture โดยมีแนวคิดว่าหากต้องให้เลคเชอร์เป็นครั้งสุดท้ายจะหยิบประเด็นสำคัญอะไรมาพูด โดยนิสิตจะเข้าหรือไม่เข้าก็ได้ เป็นความสมัครใจที่จะฟัง อาจารย์คนใดที่ลูกศิษย์ชอบก็จะมีคนมาฟังเต็ม hall


เมื่อ Randy ป่วย และรู้ว่าตัวเองต้องตาย เค้าก็เลยเขียนเรื่องราวการเล็คเชอร์ของเค้าเอาไว้ทั้งเรื่องความสนุกสนานใน ชีวิต การเห็นคุณค่าของชีวิต การผจญภัยและบทเรียนที่ได้ รวมทั้งการใช้ชีวิต


หนังสือ ของเค้าน่าอ่านเพราะแบ่งเป็นตอนๆ ไม่ทำให้ผู้อ่านเบื่อและสามารถทิ้งค้างเอาไว้แล้วกลับมาอ่านใหม่อีกทีได้โดย ไม่สับสนเพราะจบในตอน (อิๆ ผู้อ่านอย่างเราเลยวางตั้งๆ)


ลองดูปรัชญาเรื่องการบ่นของ Randy


Don’t complain, just work harder.
Too many people go through life complaining about their problems.  I’ve always believed that if you took one tenth the energy you put into complaining and
applied it to solving the problem, you’d be surprised by how well things can work out.

(คนส่วนมากใช้เวลาไปกับการบ่นเรื่องปัญหาต่างๆ ผมเชื่อว่าหากคุณใช้พลังแค่ 1ใน 10 ของคุณจากการบ่นไปแก้ไขปัญหา คุณจะต้องประหลาดใจที่สามารถใช้พลังนั้นแก้ปัญหาได้ดีเพียงใด ( ทั้งที่ใช้พลังเพียงแค่ 1ใน 10)
ย้อนไปเมื่อช่วงสอบปลายเดือนกพ.นิสิตปี 3 เอกภูมิศาสตร์เสียชีวิตพร้อมกัน 3 คนจากอุบัติเหตุ เป็นอีกวันหนึ่งที่ทำให้เราคิดเรื่องความตาย


ตอนเด็กๆเคยตั้งอายุตัวเองเอาไว้ที่ 70 กว่าปี แต่เมื่อโตขึ้นเรื่อยๆเห็นโลกมากขึ้น (ตามอายุและอาการขี้ลืมที่มากขึ้น แฮ่ม…) ก็เริ่มรู้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าอายุขัยของตัวเองเท่าไหร่กันแน่

เสียดายบางคนที่ต้องตายทั้งที่ยังไม่ถึงวัยอันควร บางคนเป็นความหวังของครอบครัว

การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทคงเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน

การอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ในเวลาไล่เลี่ยกันทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องนี้
นี่คงเป็นอย่างที่ว่า “หนังสือส่งผลต่อชีวิตคนอ่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากคนอ่านนำไปคิดต่อ”






เพิ่งรู้ว่าเรื่อง Tuesday with Morrie เป็นหนังด้วย ไว้จะต้องหามาดู แต่น่าจะหายากแฮะเพราะมันไม่ใช่หนังตามกระแส

ชอบที่โปสเตอร์หนังโปรยไว้ว่า "When you know how to die, you know how to live"
เมื่อคุณรู้ว่าจะตายอย่างไร คูณก็จะรู้วิธีที่จะใช้ชีวิต(ที่เหลือ)

*********************************************


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

บริจาคอวัยวะ เรื่องง่ายๆที่ทำได้เพื่อคนอื่น



Don't take your organs to heaven with you.  Heaven knows we need them here. 
                                                                                                         ~Author unknown
อย่าเอาอวัยวะขึ้นสวรรค์ไปกับคุณด้วย สวรรค์รู้ว่าเราต้องการมัน(บนโลกใบนี้)
วันนี้ได้รับบัตรยืนยันการบริจาคอวัยวะ ส่งมาจากสภากาชาดไทย กทม.
อืม...เหตุการณ์ สืบเนื่องมาจากการไปรพ.สงขลานครินทร์เพื่อตรวจร่างกาย เดินไปเดินมาเห็นป้ายโปสเตอร์และเคาเตอร์โฆษณาโครงการ "รับบริจาคอวัยวะ ความดีที่ไม่สิ้นสุด คือการบริจาคอวัยวะเมื่อสิ้นสูญ"
เรา เลยเข้าไปสอบถามและแจ้งว่าเราเคยแสดงความประสงค์จะบริจาคไว้แล้วเมื่อ 8 ปีก่อนตอนอยู่ปัตตานี แต่บัตรที่ให้พกติดตัว(ใส่กระเป๋า) มันหายไปแล้ว ต้องทำใหม่หรือเปล่า เจ้าหน้าที่เลยให้กรอกเอกสารใหม่
เรา เพิ่งรู้ว่าแม้จะกรอกบริจาคอวัยวะทุกส่วนแล้ว แต่ก็ยังไม่รวมตา พี่จนท.บอกว่าให้กรอกอีก 1 ใบเพื่อบริจาคดวงตา  เราถามว่าหากสายตาสั้นจะสามารถบริจาคได้มั๊ย เลยทำให้รู้ว่าส่วนที่จะถูกนำไปใช้เมื่อผู้บริจาคเสียชีวิตคือเนื้อเยื่อดวง ตา ดังนั้นไม่ว่าจะสายตาสั้น-ยาว ก็ไม่มีผลอะไร

พี่จนท.บอกว่าต้องการทำยอดการบริจาคอวัยวะที่ 84 ราย เราสงสัยว่าทำไมตั้งเป้าเอาไว้น้อยจัง
พี่ เค้าบอกว่าขนาดว่าตั้งเป้าไว้น้อย มารับบริจาคเข้าวันที่ 2 แล้วยังได้ไม่กี่คนเลย คนใต้อาจจะยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ
"เอ่อ...พี่คะ อย่าเหมาสิคะ" (คิดในใจ) คนภาคไหนๆหากไม่คิดบริจาค เค้าก็ไม่ทำหรอกค่ะ
เอ..หรือที่พี่เค้าคิดแบบนี้เพราะไปตั้งบู๊ทภาคอื่นๆแล้วมีคนบริจาคเยอะ อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

สำหรับ เรา หากตายไปแล้วแล้วอวัยวะยังมีประโยชน์อยู่ ก็จะเป็นการทำดีครั้งสุดท้าย จำได้แว่บๆถึงโคลงโลกนิติ (อ่านว่าโลก-กะ-นิด) สมัยเด็กๆ
พฤษภกาสร        อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง  สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย    มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี   ประดับไว้ในโลกา

ประมาณ ว่าช้างม้าวัวควายเมื่อตายไปก็ยังเหลือโครงกระดูก หรือสิ่งที่มีประโยชน์เอาไว้ แต่คนเราตายไปไม่เหลืออะไรไว้ให้โลก นอกจากความดีให้คนรุ่นหลังได้จดจำ

บริจาค เลือด เราบริจาคไม่ได้เนื่องจากน้ำหนักตัวไม่ถึง ต้องหนักอย่างน้อย 45 กก. เมื่อ 3 ปีก่อนตอนที่ขอให้นิสิตช่วยไปบริจาคเลือดกรุ๊ป B ให้ตา เลยได้เรียนรู้ว่า หากนิสิตนอนไม่พอ ก็บริจาคไม่ได้เนื่องจากเลือดจะลอยตัว หรือหากเป็นหวัดแล้วกินยามา 2-3 วันแล้วก็ไม่ได้เหมือนกัน เนื่องจากยาจะยังอยู่ในกระแสเลือด ช่วงนั้นเป็นช่วงใกล้สอบ นิสิตพักไม่พอ ก็บริจาคไม่ได้
บริจาคเลือดไม่ได้ เลยกะว่าบริจาคอวัยวะเลยแล้วกัน
กลับมาจากรพ.เราเลยเอาbrochure มาจ่ายแจก เผื่อจะช่วยสภากาชาดไทยทำยอด อิๆ
เริ่ม เข้าใจพี่จนท.ว่าคนบริจาคน้อย เพราะกล่อมใครๆไม่สำเร็จเลยอ่ะ เราว่าบางคนยังกลัวๆและไม่คุ้นกับความคิดที่ว่าการบริจาคมาพร้อมความตาย เหมือนแช่งตัวเอง

ชอบคำคมอันนี้
Don't think of organ donations as giving up part of yourself to keep a total stranger alive.  It's really a total stranger giving up almost all of themselves to keep part of you alive.                                                        
                                                                                                    ~Author Unknown
(อย่าคิดว่าการบริจาคอวัยวะเป็นการนำบางส่วนของคุณเพื่อทำให้คนแปลกหน้ามีชีวิต
แต่จงคิดว่าจริงๆแล้วคนแปลกหน้าเค้าให้เรามีชีวิตต่อในร่างของเค้า)
อยากเป็นคนพูดอะไรคมๆแบบนี้บ้างจังเลย เผื่อจะชักจูงใจใครๆได้ง่ายๆ
 ปกติได้แต่เก็บคำคมของคนอื่นมาพูดต่อ 55
-----------------------------------------------------------------



วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วม ลมหนาว หน้าร้อน

เมื่อก่อนตอนเด็กๆมักมีคำถามโต้วาทีว่า “น้ำท่วมกับฝนแล้งอะไรดีกว่ากัน”

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ฝนฟ้าก็แปรปรวนจนตามไม่ทัน ปกติเดือนมีนาคมเป็นช่วงหน้าร้อนถึงร้อนมากเพราะใกล้เดือนเมษายน เดือนร้อนที่สุดของไทยเข้ามาทุกที


กลับกลายเป็นว่ามีนาปีนี้ฝนฟ้าคะนอง ลมแรง หนาว  ดินถล่ม เกือบพอๆกับปลายปี ที่หนักกว่านั้นคือ 7 จังหวัดในภาคใต้ โดยเฉพาะนครศรีฯ พัทลุง สุราษฎร์ ระบี่ โดนพิษน้ำท่วม เกือบทุกอำเภอในเมืองคอนอยู่ใต้น้ำ
ระดับน้ำสูง 3- 4 เมตร คลื่นลมแรงจนชาวบ้านที่อยู่แถวแหลมตะลุมพุกต้องโยกย้ายเนื่องจากกลัวถูกกระแสน้ำพัดบ้านพัง

บ้านเรือนแถวแหลมตะลุมพุกเคยโดนพัดพังเสียหายและมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน ในปี 2505
จนเป็นที่มาของหนังเรื่อง “ตะลุมพุก” จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องนี้สร้างปีไหน

เราเพิ่งไปอำเภอปากพนัง นครฯมาเมื่อ 16-18 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา นาข้าวแถวนั้นเพิ่งจะเจริญเติบโต ชาวบ้านเพิ่งโดนน้ำท่วมไปเมื่อต้นพย.ปีที่แล้ว ผ่านไปไม่นานมาเจอน้ำท่วมคราวนี้เข้าอีก ยิ่งลำบากหนัก

แม้จะใกล้สงกรานต์ในอีกไม่นาน แต่เราว่าคงไม่ค่อยมีคนคิดจะฉลองสงกรานต์สักเท่าไหร่
เพราะอ่วมจากภัยน้ำท่วม

ช่วงนี้นอกจากเกาะติดข่าวโรงงานนิวเคลียร์และสถานการณ์ฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่น เลยต้อง update ตัวเองด้วยการดูข่าวน้ำท่วมภาคใต้และฟังพยากรณ์อากาศ ซึ่งช่วงหลังๆเราว่าเชื่อถือได้มากขึ้น

ภัยธรรมชาติในเดือนมีนาคมมาเกือบทุกรูปแบบ แผ่นดินไหวที่เชียงใหม่ เชียงราย กทม.
น้ำท่วม ดินถล่มที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ไฟไหม้ที่นครราชสีมา

มันพร้อมใจกันมาคงจะให้คนได้รู้ว่าถึงเวลาธรรมชาติเอาคืน ตัดต้นไม้กันดีนัก ใช้ธรรมชาติสิ้นเปลืองกันนัก ธรรมชาติเลยออกมาสำแดงเดช


นึกถึงหนัง sci-fi ที่ชอบดูตอนเรียนมหาลัย ไม่ว่าจะเป็น Volcano (อันนี้ภัยจากภูเขาไฟ) Water World ซึ่งเป็นเรื่องที่เมืองบนโลกจมอยู่ใต้น้ำ พระเอกว่ายน้ำได้ยังกะปลา เมื่อมาเจอฝั่งก็ประหลาดใจและไม่ชินกับชีวิตบนบก  





เราว่าหนังเกี่ยวกับภัยธรรมชาติพวกนี้เกินจริง แต่เมื่อมาถึงตอนนี้เราว่าคนสร้างเก่งแฮะ เพราะปัจจุบันเรื่องพวกนี้ยังกะ copy มาจากในหนัง


ธรรมชาติ บางครั้งอาจทำรุนแรงกับผู้อยู่อาศัยบนโลกไปบ้าง แต่ก็ยังมีธรรมชาติส่วนหนึ่งที่ยังทำหน้าที่เพิ่มสีสัน สร้างความสวยงามให้กับผู้พบเห็น

เดือนมีนาเป็นหน้าของดอกคูณ/ราชพฤกษ์ หรือลมแล้ง (เป็นชื่อเรียกทางอีสาน) เราชอบชื่อหลังมากเพราะให้ความรู้สึกถึงการเป็นดอกไม้ประจำฤดูแล้ง คนคิดชื่อคิดได้ดีจัง

ต้น ดอกไม้บางต้นที่เราเดินผ่านๆในมหาลัยเห็นแต่ใบเขียวๆเมื่อถึงเดือนมีนาฯเรา กลับเห็นออกดอกสวยงาม บางต้นก็จำชื่อไม่ได้ไปแล้ว เหมือนต้นพลับพลึง ซึ่งเราเคยคิดว่าคงมีแค่สีชมพู เนื่องจากเคยเห็นละครที่พี่เบิร์ดเคยเล่นเมื่อน๊านนานมาแล้วชื่อ “พลับพลึงสีชมพู”



เวลาค้นพบชื่อดอกไม้จากหนังสือเรามักตื่นเต้น เป็นความรู้ใหม่ๆของเรา ซึ่งสักพักก็จะลืม
อิๆ พอเห็นดอกมันทีนึงก็จะคิดหาคำตอบด้วยการไปพลิกๆหาจากหนังสือในห้องสมุดอีกทีนึง