วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Singha English Challenge




TSU Eng. major team have competed in the Singha English Challenge 2014 at Central Festival yesterday for the south regional round. It's a whole day for them,but hopefully it's fun and inspirational.




The program included a special talk by Mr. Daniel Fraser, games, & quizzes.

Good luck to them all. Looking forward to hearing good news very soon.


--------

We left TSU at 7.45 am. by 2 uni. vans.  This year I was surprised to see many students being interested in this program. Last year, just 3 teams! But this year I've got 6 teams in a group of 4. Wow!  Perhaps this's a consequence of the Singha English Challenge Roadshow last month when the Singha staff visited the Fac. of Humanities to promote this event.  

-------------

Fortunately, last year I didn't get a chance to take pic. with Mr. Daniel Fraser, one of my favorite TV host so this year I wouldn't miss it. Hurrah!  Here it goes.  

------------------25/10/14--------------------

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

A thank you note: the enriching way to be more grateful






The roots of all goodness lie in the soil of appreciation for goodness. ---Dalai Lama.

Read more at http://www.brainyquote.com/quotes/keywords/appreciation.html#zT7XKFoxGXoWqZEL.99

This afternoon, participating students / teachers who attended the " Read It Forward" Program took 15 mins to write a thank-you note to whoever they felt grateful. Happily apart from writing to their teachers, some students wrote it to a librarian, security guard, HUSO officer, and staff who made this program possible for book lovers  





วันนี้ตอนบ่ายโครงการส่งต่อการอ่าน Read It Forward ใช้เวลา 15 นาทีเพื่อรำลึกถึงสิ่งดีๆที่คนอื่นทำให้ตนเอง และเขียนการ์ดขอบคุณ

น่าดีใจที่นอกจากนิสิตจะเขียนถึงอาจารย์แล้ว หลายคนก็ยังนึกขอบคุณไปยังน้ายาม เจ้าหน้าที่ห้องสมุด เจ้าหน้าที่คณะมนุษย์ฯ และทีมงานส่งเสริมการอ่านที่จัดงานนี้ขึ้นมา

การสละเวลาแต่ละวันเพื่อขอบคุณคนอื่น เชื่อว่าจะทำให้เกิดความคิดแง่บวกและมองคนอื่นในแง่มุมดีๆ เสริมสร้างความเข้าใจผู้อื่น และที่แน่ๆ surprise คนที่จะได้รับการ์ด ที่เราจะจัดส่งให้ถึงมือในวันพรุ่งนี้





--------------
" ขอขอบคุณสำนักหอสมุดที่มีหนังสือดีๆมาให้ศึกษาเรียนรู้ ค้นคว้าสิ่งที่มีค่า & เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ หนังสือคือช่องทางแห่งการเรียนรู้นำไปสู่การอ่านที่เปิดโลกกว้างทางความคิด"

" พี่ขอบคุณสำหรับความเอื้อเฟื้อที่มอบให้พี่ทุกครั้งที่เข้าไปในห้องวารสารชั้น 2 น้องตาลจะยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายและช่วยหานิตยสารที่พี่ต้องการเสมอ ขอบคุณมากค่ะ" (อ.นวลทิพย์)

" ขอบคุณพี่ๆบุคลากรสำนักหอสมุด พี่ๆมีส่วนช่วยในการเรียนของหนูมาก พี่ๆทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นไปอย่างง่ายดาย พี่ๆมีส่วนช่วยทั้งให้คำปรึกษา ช่วยค้นหา ให้คำแนะนำทั้งในเรื่องหนังสือ การใช้สื่อ ฯ ถ้าไม่มีพวกพี่ๆ การเรียนของหนูคงยากลำบากกว่านี้ ขอบคุณค่ะ" 

" ขอขอบคุณแม่บ้านที่โรงอาหาร ที่คอยเก็บจานชามให้พวกเรา เช็ดโต๊ะให้เราได้นั่ง ขอขอบคุณจากใจนะคะ" (ศศบ.ปี 4)

" ถึง น้ายามรปภ.ตึกมนุษย์ฯ ขอบคุณที่ช่วยดูแลความปลอดภัยของนิสิตทุกคน ป้องกันการลักขโมยและคอยอำนวยความสะดวก" (เด็กเอกดุริยางคศาสตร์สากล)

" ขอขอบคุณพี่เอียด (ป้าแม่บ้านชั้น 4 คณะมนุษย์ฯ)ที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ดี ทั้งกวาดขยะ เช็ดพื้น ทิ้งขยะ และแจ้งข่าวคราวที่เกี่ยวกับการงดใช้น้ำในมหาลัยให้อาจารย์ในคณะได้ทราบ เพิ่งทราบข่าวว่าพี่เอียดไม่สบาย ขอใช้พื้นที่เล็กๆตรงนี้อวยพรให้พี่หายป่วยเร็วๆ และกลับมาทำงานค่ะ" (อาจารย์ด้า สาขาภาษาอังกฤษ) 

" ถึงพี่ฮาซาน จนท.คณะมนุษย์...สวัสดีค่ะพี่ซาน เป็นไงบ้าง ทำงานพี่คงเหนื่อยมากสินะ ขอบคุณมากนะคะที่คอยให้คำปรึกษา คอยช่วยเหลืองานรุ่นน้องทุกครั้ง คอยดูแลและเป็นห่วงเป็นใยน้องเสมอ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ!! ขอให้พี่ซานมีความสุขมากๆนะ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานและเป็นพี่ที่น่ารักแบบนี้ไปนานๆนะคะ ( แนน ปี 4 เอกไทย) 

" to พี่ฮาซาน ขอบคุณพี่ฮาซานมากๆนะคะ ที่มอบสิ่งดีๆให้กับพวกเรา ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา อาจจะเป็นเวลาที่ไม่นานที่เราได้รู้จักกัน แต่สิ่งดีๆที่พี่มอบให้มันมากจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่หมด อย่าทิ้งกันไปไหนนะพี่" (น้องสโมสรคณะ)

" ขอบคุณพี่ซาน ฟิวขอบคุณพี่มากๆนะคะ ที่คอยช่วยพวกฟิวทำงาน คอยดูแลทุกกิจกรรม โดยเฉพาะเวลาเป็นพิธีกร ถ้าไม่มีพี่ ฟิวคงแย่แน่ๆ รู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่ทุกกิจกรรม ทุกการเป็นพิธีกรมีพี่คอยอยู่ข้างๆ พี่ซานเก่งมากๆ ขอบคุณจริงๆนะคะ"

" A Thank you note for my Chinese major in Thaksin Uni. cause they help me a lot.  A thank you for whoever helps me when I need help in my life" ( Aj.ตู้เหวิน สาขาภาษาจีน)

" ขอขอบคุณอาจารย์สมิทธิชาที่เป็นอาจารย์ที่น่ารัก (มีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ตอนปี 3 เทอม 2) อาจารย์จะมีของรางวัลเป็นที่ระลึกสำหรับนักเรียนอยู่บ่อยๆ และวิชาการเขียนสารคดีของอาจารย์เป็นวิชาที่สนุกมาก ทำให้หนูอยากเข้าเรียน และตั้งใจเรียนในทุกคาบ" (ศศบ.ปี 4)

" ขอขอบคุณ อ.สมิทธิชาที่ได้เปิดโอกาสให้นิสิตได้เข้าร่วมกิจกรรมดีๆในครั้งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการอ่านได้ดีมาก และ อ. นั้นถือได้ว่าเป็นอาจารย์ที่ใจดีและเข้าใจนิสิตได้อย่างดีเยี่ยม ขอบคุณมากค่ะ" 



------------------
เย้! มี thank you note ถึงเราด้วย

" Read something and you can get anything:)  Thanks to Ms. Nook, this program makes me more love to read and I wish people in the world could like reading, so we can learn everything about the culture."

" Thank you, Aj.Nok, for sponsoring this project and for asking me to attend.  It's a wonderful idea to get students to read.  Thanks to all your helpers too for making this possible. The English teachers on 4th Fl. have always supported me a lot!".  (James, retired American lecturer)

" ขอบคุณสำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้รับความรู้ จากแง่คิดของนักอ่านนานาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย จีน อเมริกา ซึ่งการอ่านเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกประเทศได้สร้างให้คนทุกคนต้องสามารถอ่านได้และในตัวข้าพเจ้าแล้วการอ่านคือการท่องโลกกว้างที่ไม่มีวันสิ้นสุด" 

" Thanks for this invitation and glad to be part for this event.  Nice to know you.  Success for Human and Soc. Sci. Fac.  Khop Khun Ka.  Terima Kasih :)."  ( Bengkulu, Indonesia)

" ขอขอบคุณอาจารย์สมิทธิชาและอาจารย์นกที่มอบโครงการดีๆให้หนูได้ทำหน้าที่ในโครงการส่งเสริมการรักการอ่าน เพื่อช่วยส่งเสริมให้มีทักษะและมีความรู้เพิ่มมากขึ้น" (ปลาดาว)

--------------------
อิๆ ถึงแม้ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนเขียนขอบคุณเรา แต่เมื่อได้รับ มันทำให้อารมณ์ดี รู้สึกรื่นรมย์กับชีวิต 

นี่คืออิทธิพลของ thank you note จริงๆ :)  

เราว่ามันเปลี่ยนอารมณ์ของผู้รับได้เลย และหากวันนั้นผู้รับอาจจะเสียใจ ผิดหวัง เชื่อได้ว่าเมื่อได้มาอ่านข้อความดีๆที่คนอื่นนึกถึง มันจะทำให้เค้าอารมณ์ดีได้เลยทีเดียว 









                                                                                                        (Wed. 10/9/2014)
-------------------------------------------------------------------------------



วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พัทลุง- กี่ครั้งก็ไม่เบื่อ




1-5 สค. 57 นิสิตลาวและบุคลากรมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยทักษิณและใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับนิสิตองค์การนิสิตและสโมสรนิสิตคณะมนุษย์ฯ เรากับวันคำในฐานะเพื่อนกันเลยได้มีโอกาสมาเจอกันอีกครั้งหลังจากที่เรากลับมาจากลาวเมื่อ 13/6/57 แป๊บๆก็ถึงเดือนสค.ที่พวกเค้ามาเยี่ยม

กิจกรรมหลักๆอยู่ที่สงขลา-พัทลุง เหตุที่เพิ่มพัทลุงเพราะปีที่แล้วจัดที่สงขลาเป็นหลัก เลยอยากให้คนที่เคยมาสงขลาแล้วได้เปิดหูเปิดตาเจออะไรใหม่ๆบ้าง ปรากฎว่านิสิตไทยหลายคนก็ยังไม่เคยลงเรือดูบัวและนกน้ำทะเลน้อย (เป็นงั้นไป) 

บล๊อคฉบับนี้จะขอกล่าวถึงพัทลุงก่อนนะคะ

กิจกรรม Do-It-Yourself อย่างเราที่เราทำร่วมกับนิสิตลาวคือการไสน้ำแข็งเพื่อกินเป็นอาหารว่าง ฮ่าๆ มันเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับเราในการได้ลองทำสิ่งที่เราเห็นอยู่บ่อยๆแต่ไม่เคยทำ 

Making shaved ice's such an entertaining activity for both Boe & I who planned to do it for our part-time job:). Plus, self- plucking a rambutan from its plantation's fun too. The rambutans were very fresh. The owner's very kind that he gave our Thai & Laotian team free fruits. We could pick up any ripe fruits in his plantations if we wanted.

การบดน้ำแข็งไสมีเคล็ดลับคือต้องอย่าใส่ก้อนน้ำแข็งเยอะเกินไป หากใส่เยอะจะบดได้ช้าและใช้แรงมาก เป็นเทคนิคใหม่ที่ได้เรียนรู้จากการไปเรียนรู้ชุมชนทะเลน้อย พัทลุง ร่วมกับนิสิตไทย-ลาว





คุณลุงจาย เจ้าของสวนผลไม้ อำเภอศรีนครินทร์ ใจดีมากอนุญาตให้พวกเราเก็บผลไม้ได้ตามใจอยาก มังคุดเงาะจากสวนอร่อยมากๆจนเราไม่ทานข้าวเที่ยง หันมาถือศีลกินผลไม้แทน







มาเที่ยวทะเลน้อยหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยได้ขึ้นมายืนดูควายกลางน้ำแบบนี้ (หากฤดูฝน พื้นที่นี้จะถูกท่วมและควายบริเวณนี้ก็จะดำลงไปหาหญ้าใต้น้ำกิน เป็นการเรียนรู้การเอาชีวิตของสัตว์โลกอีกแบบนึง)

ภาพทีถ่ายไม่ได้ถ่ายติดควายแต่อย่างใด เนื่องจากต้องดูควายอยู่ห่างๆเนื่องจากควายจะไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า และเราก็หวั่นเกรงว่าจะเป็นทีมพวกเรากันเองที่จะต้องลงน้ำแทบไม่ทัน หากควายไม่พอใจแล้ววิ่งเข้าใส่


















พี่เบญเล่าให้ฟังว่าหากมาลงพื้นที่ควายแถวนี้  ก็จะต้องใส่เสื้อตัวเดิมที่ไม่ซัก เพื่อให้ควายไม่รู้สึกแปลกกลิ่น ไม่งั้นมันอาจจะทำร้ายเอาได้ เจ้าของควายก็เหมือนกัน ต้องใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ไม่ซัก เพื่อควายจะได้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกับมัน

ประเทศไทยและลาวมองว่าควายโง่ เวลาจะต่อว่าใครก็จะบอกว่า "คุณโง่เหมือนควาย" ในขณะที่วัฒนธรรมฝรั่งนั้น ควายเป็นสัตว์ที่ได้รับการยกย่องว่าอดทน สู้งานเลยล่ะ

ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ก็ต่างจิตต่างใจเนอะ 

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์อาสาฯต่างแดน : ลาว




ดิฉันมีโอกาสไปสอนภาษาอังกฤษที่ Soutsaka College of Management & Technology ณ เวียงจันทน์ ประเทศลาว ร่วม 5 สัปดาห์ในช่วงปิดเทอม พศ.2557 นอกเหนือจากงานสอน เป้าหมายหลักอีกอย่างหนึ่งคือการพัฒนางานกิจการนิสิตของวิทยาลัยโดยเฉพาะการปลูกฝังด้านจิตอาสา นิสิตที่ลาวน่ารักมาก เมื่อชักชวนพวกเขาทำงานบำเพ็ญประโยชน์ พวกเขากระตือรือร้นและเต็มใจเข้าร่วมเป็นอย่างดี พวกเราคิดกันว่าจะทำงานอาสาสมัครทุกวันศุกร์ (เนื่องจากการเรียนที่นี่แบ่งเป็นภาคเช้า ภาคบ่าย ภาคค่ำ นิสิตอาสาสมัครจึงสะดวกทำงานวันศุกร์ตอนเช้า)  




สถานที่แรกที่ไปคือหมู่บ้านเด็ก SOS สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พวกเราใช้เวลาเล่นกับน้องๆวัยเตรียมอนุบาล ทั้งวาดรูป ระบายสี เกมส์ ทำสติ๊กเกอร์ติดกระจก น้องๆและพี่ๆอาสาฯทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนาน หรือแม้แต่ตัวดิฉันที่เพิ่งจะมีโอกาสได้ทำสติ๊กเกอร์ติดกระจกเป็นครั้งแรกในชีวิต  





หลังจากจบการทำกิจกรรมครั้งที่ 1 อย่างชื่นมื่นพร้อมเสียงเรียกร้องจากน้องๆให้พวกเรามาเยี่ยมอีกและนิสิตอยากมาเยี่ยมน้องๆอีก  พวกเราก็เริ่มการทำกิจกรรมที่ 2 ที่สมาคมเพื่อเด็กออทิสติก กิจกรรมของพวกเราคราวนี้ต้องคิดอย่างระมัดระวังเพราะน้องๆเป็นเด็กพิเศษที่สมาธิอาจจะสั้น กิจกรรมเลยต้องกระชับกันน้องๆเบื่อ เลยเป็นการร้องๆ เต้นๆซะส่วนใหญ่ เพราะน้องๆหลายคนอยากโชว์ความสามารถด้านนี้








กิจกรรมครั้งที่ 3 พวกเราคิดการใหญ่ร่วมจัดบู๊ทในงาน International Children's Day บู๊ทของพวกเรามีการระบายสีภาพด้วยทรายสี การระบายสีกระเป๋าผ้า และ face painting (ภาษาลาวเรียกว่า “การแต้มหน้า”) งานวันเด็กน้อยสากลที่ลาว คล้ายๆกับของไทย คือมีผู้ใหญ่ใจดีจัดบู๊ทเพื่อให้เด็กๆได้ร่วมสนุก  กิจกรรมของบู๊ทพวกเราโดยเฉพาะการแต้มหน้าได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เด็กๆมาต่อคิวยาวเหยียด พี่ๆหลายคนไม่เคยฝึกแต้มหน้ามาก่อน ก็มาทำจริงกันเลยในวันนั้น ส่วนดิฉันไปหัดแต้มหน้ามาก่อน 1 วันแต่เกรงว่าจะทำหน้าเด็กๆเลอะ เลยเลือกจะช่วยด้านการระบายสีภาพด้วยทรายแทน แอบมองเด็กน้อยด้วยสายตาอยากได้หน้าตาแฟนซีอย่างพวกเค้าบ้าง เพราะงานนี้เป็นที่รวมของซุปเปอร์แมน เซลล่ามูน ผีเสื้อ ดอกไม้ ฯ เลยทีเดียว




การได้ทำงานอาสาสมัครร่วมกับนิสิตลาว ทำให้ได้เรียนรู้ว่าคนวัยหนุ่มสาวของลาวก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่อาจจะยังไม่ได้นึกถึงการบำเพ็ญประโยชน์สักเท่าใดนัก แต่หากเมื่อพวกเค้าได้ใช้พลังหนุ่มสาวไปกับการบำเพ็ญประโยชน์และเห็นความสุขของเด็กน้อย มันทำให้พวกเค้ามีความภูมิใจในตนเองที่ได้ทำตัวมีประโยชน์ และเห็นคุณค่า ความสามารถของตนเอง ดิฉันอยากเห็นภาพเยาวชนหนุ่มสาวของทุกประเทศมองการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่ได้มองแยกส่วนจากการเรียนในห้องเรียน งานอาสาจะเปิดโลกกว้างให้เราได้เรียนรู้ชีวิตจริง และใช้ศักยภาพของตัวเราในการทำงานเพื่อผู้อื่น

 -----------
หมายเหตุ: เขียนเพื่อลงจุลสาร HUSO MAX ของคณะมนุษยศาสตร์ ฉบับต้อนรับเปิดเทอม
--------------
อ.นก
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานิสิต / อาจารย์ทีปรึกษาองค์การนิสิตฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์

รางวัล The Public Service Award, Hubert H. Humphrey Fellowship 2011-2012, USA

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แนวคิดเกี่ยวกับการสมัครทุนในและต่างประเทศ



มีหลายคนถามดิฉันว่าดิฉันทราบเรื่องการรับสมัครทุนหรือการสอบแข่งขันที่ต่างๆได้อย่างไร เพราะเห็นดิฉันได้รับทุนไปต่างประเทศและทำกิจกรรมกับชาวต่างชาติมากมาย เรื่องนี้ไม่ยากค่ะ ทุนส่วนใหญ่มักประกาศตามเว็บไซต์ หรือหนังสือพิมพ์ ดิฉันชอบมองหาทุนต่างประเทศและกิจกรรมที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมักตื่นเต้นไปกับกระบวนการสอบแข่งขันที่ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ และข้อสำคัญคือดิฉันได้ตรวจสอบตนเองว่ามีคุณสมบัติตามที่ทุนต่างๆรับสมัครหรือไม่
ดิฉันสมัครทุนต่างประเทศ 5 ครั้งและผ่านการคัดเลือก 4 ครั้ง เพื่อไปอบรมที่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งจริงๆแล้วในการสมัครทุนครั้งแรกของดิฉันนั้น ดิฉันไม่ผ่านรอบสัมภาษณ์ หากดิฉันรู้สึกท้อแท้และสูญเสียความมั่นใจในครั้งนั้นและเลิกสอบแข่งขัน ดิฉันก็คงไม่มีวันที่จะสอบได้ทุนครั้งใหญ่คือการเป็นตัวแทน 2 คนของประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ The Hubert H. Humphrey Fellowship ณ สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกจำนวน 290 จาก 93 ประเทศ อันนำไปสู่การขยายเครือข่ายเพื่อนฝูงที่มากที่สุดเท่าที่ดิฉันเคยเข้าร่วมโครงการมา
สิ่งสำคัญของคนที่อยากสมัครทุนต่างประเทศคือผลสอบระดับสากล เช่น IELTS หรือTOEFL และการทำกิจกรรมต่างๆเช่นกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์หรืออาสาสมัคร ทุนที่ดิฉันสมัครหลายทุนมักให้กรอกในใบสมัครเรื่องงานที่ทำนอกเหนือจากงานประจำ และดิฉันคิดว่านี่คือส่วนสำคัญที่ทำให้ใบประวัติฯของดิฉันแตกต่างจากผู้อื่นและได้รับคัดเลือกในแต่ละครั้ง

ล่าสุดกิจกรรมที่ดิฉันสมัครคือตำแหน่งผู้ประสานงานกองถ่ายต่างประเทศของโครงการ The Amazing Thailand Film Challenge 2014 ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย ดิฉันมองว่านี่คือโอกาสในการเปิดโลกของตนเองให้เห็นการทำงานในอีกแวดวงหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากงานสอนของตนเอง  การรับสมัครครั้งนี้กำหนดคุณสมบัติคือ ไม่จำกัดเพศ อายุ การศึกษา และมีผลสอบภาษาอังกฤษ มีใจรักการบริการและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ดิฉันส่งเอกสารการสมัครไปและขอไม่สอบสัมภาษณ์ที่กทม.แต่ขอสอบทาง Skype แทน ซึ่งทีมงานปรึกษากันแล้วก็อนุญาตให้สอบทาง Skype ได้ เรื่องนี้สอนให้ดิฉันรู้ว่าหากสนใจอะไรก็ควรสมัครและลองต่อรองดู หากดิฉันเห็นว่างานนี้มีสอบสัมภาษณ์ที่กทม.แล้วไม่ทำอะไรต่อ ก็จะไม่ได้งานนี้ ในขณะที่ถ้าดิฉันต่อรอง มันก็ไม่มีความเสี่ยงอะไร 


ดิฉันอยากฝากถึงทุกคนว่าหากมีทุนและกิจกรรมที่น่าสนใจ ลองสมัครเลยค่ะ พุ่งเข้าใส่มันค่ะ เป็นการทดสอบตนเองและเรียนรู้กระบวนการสอบคัดเลือก  หากเราไม่ได้ในครั้งแรก ถือว่าเป็นการเตรียมตัวสำหรับครั้งหน้า ซึ่งหากตั้งใจ ครั้งหน้าต้องได้แน่นอนค่ะ ไม่มีอะไรได้มาง่าย แต่มันก็ไม่ยากหากเรามุ่งมั่น :)


-------------------
ลงจุลสารขาวม่วงฉบับเดือนกพ.-เมย.57

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Paying online is just a piece of cake



อิๆ ภูมิใจกับเรื่องเล็กๆจนต้องเก็บมาเขียน หลังจากที่เคยพยายามเขียน ความสุขเล็กๆ 3 อย่างในแต่ละวัน มาระยะหนึ่ง

วันนี้วันศุกร์ 13/6/14

1.เราทำภารกิจเรื่องการเอาเช็คคืนภาษี 8,000 B. ไปฝากธนาคารกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ตอนก่อนไปลาว เราเดินจะเอาไปฝากที่หน้ามหาลัย แต่ว่ามันดันเปิดตอน 10.00 น. ซึ่งทำเอาเรางงเพราะคิดว่าธนาคารเปิด 8.30 am.  (แต่จริงๆแล้วเราไม่ช่างสังเกตเอง เพราะป้ายหน้าธนาคารก็บอกอยู่ว่าเปิด 10.00 am.- 18.00 pm.)  เราเลยติดค้างเรื่องนี้เอาไว้ และแอบหวั่นๆในใจเล็กๆว่าอะไรง่ายๆไม่ยุ่งยาก น่าจะทำซะ ไม่งั้นจะประสบการณ์ซ้ำรอยเหมือนครั้งที่แล้ว ที่ทำเช็คหาย จนต้องไปแจ้งที่สรรพากรจังหวัดใหม่ รอเช็คใบใหม่

เย้ ! ปิดจ๊อบไปได้ 1 เรื่อง

2. เราเคยพยายามจะจ่ายเงินด้วยบัตรเดบิต หรือเอทีเอ็ม ธนาคารกรุงเทพมาระยะหนึ่ง ก่อนหน้านั้นคิดว่าเวลาจะชำระค่าตั๋วเครื่องบิน คงต้องทำบัตรเครดิตเอาไว้ซักใบ แต่ตอนนี้เราไม่ต้องง้อบัตรเครดิตแล้ว และเราไฮเทคขึ้นอีก 1 ขั้น หลังจากที่เรียนรู้การชำระเงินทางตู้เอทีเอ็ม (ค่าโทรศัพท์ ค่า 3BB โอนเงิน)

ตอนนี้เราสมัครบัวหลวง IBanking แล้ว ซึ่งทำให้การโอนเงินเป็นเรื่องง่ายมากและถูกกว่าวิธีโอนเงินทางตู้เอทีเอ็ม คือจ่ายแค่ 12 B.  (จากราคา 30 B.)  วันก่อนเราพยายามจะจ่ายเงินค่านกแอร์ผ่านการจ่ายด้วยบัตรเดบิต แต่เมื่อมันบอกว่าต้อง verified visa นั่นคือต้องโทรไป 1333 เพื่อขอรหัส เราลองโทรไปและก็ทำตามไม่ถูก  (ตอนอยู่ลาว)  เมื่อกลับมาสงขลา เราเลยเกิดความคิดว่าเราน่าจะไปธนาคารโดยตรงและให้น้องจนท.ช่วยทำ หากสงสัยก็จะได้ถามได้ทันที มันต้องสำเร็จแน่ๆคราวนี้

หลังจากฝากเช็คแล้ว เราเลยปรึกษาจนท.และทำตามขั้นตอนทางโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ (น้องจนท.ก็เพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่ก็ช่วยเหลือเราเป็นอย่างดี)  เย้! ในที่สุดร่วมครึ่งชม.เราก็เข้าใจวิธีการขอ SMS OP

อิๆ เราเลยฝากเงินเพิ่มอีก 16,000 B. เพื่อจะได้มียอดเงินในบัญชี กลับมาบ้านเราเลยลองจองตั๋วไทยไลอ้อนแอร์ โดยเลือกการจ่ายทาง direct debit เพื่อไปเป็นอาสาสมัครค่าย art for all 9/7/14 @ 14.20 pm. (915 B.)

ทีนี้การจ่ายเงิน(ออกจากกระเป๋า) ก็จะรูดปื๊ดๆ ง่ายมากๆ ฮ่าๆ เงินไหลออกเทออกกันล่ะคราวนี้
อีกใจนึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่กลัวเทคโนโลยี :)

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Sleeper bus: Laos

                                                                                                         








วันนี้จะได้เดินทางไปปากเซ เมืองท่องเที่ยวทางภาคใต้ของลาวแล้ว เนื่องจากต้องเดินทางนับ 10 ชม. จากเวียงจันทน์
หากเดินทางตอนกลางวันจากเวียงจันทน์จะเสียเวลามาก วันเลยบอกว่าพวกเราจะไปรถบัสนอนกัน (sleeper bus)  เราแอบกังวลกับการเดินทางยามค่ำคืน ห่วงเรื่องอุบัติเหตุ แถมฝนยังตกทั้งวันอีกวันนี้ แย่จัง

เมื่อน้องเมย์บอกว่าเคยเห็นรถนอนไปปากเซ เป็นแบบว่านอนราบ horizontal bed เลย เราก็ยังไม่ค่อยเชื่อ เพราะยังไม่เคยเห็นที่ไหน เลยมาถามอาจารย์ google ดูรูปล่วงหน้า



ตื่นเต้นๆ มันเหมือนนั่งรถไฟนอนเวลาเรามาจากปักษ์ใต้เพื่อขึ้นกทม.เลย การเดินทางด้วยรถบัสตอนกลางคืนเวลานั่งรถปรับเอน เมื่อยสุดๆ จนไม่คิดจะนั่ง หันไปนั่งรถไฟพัดลมชั้น 2 นอน แทนและการที่รถไฟไปตามรางของมัน เลยไม่ต้องหวั่นเรื่องอุบัติเหตุมากนัก แถม การได้นอน ทำให้ไม่เมื่อย สามารถเริ่มทริปได้ทันที
ครั้งนี้จะได้โอกาสลองของใหม่แล้ว  วันจองที่นอนตรงกับหัวรถเอาไว้ เป็นที่นอนสำหรับคน 4 คน (ราคา 120000 K../ที่) แต่พวกเราใช้นอนกัน 3 คนเลยไม่คับแคบ อ.กุ๊กนอนที่พักอีกที่นึง ด้วยความที่ไม่รู้ทำให้วันจองที่นอนไว้ที่เดียว แต่ว่าที่มันสำหรับเอาไว้ขาย 2 คน อ.กุ๊กเลยต้องรอลุ้นว่าคนที่จะมานอนร่วมเตียงด้วยคืนนี้คือใคร 



ข้อดีของที่นอนแบบนี้คือ หากซื้อ 2 ที่นั่ง (120,000 X 2 = 240000 K.) ซึ่งก็จะแพงอีก 1 เท่าก็จะได้นอนเต็มอิ่ม แต่หากซื้อที่เดียวเพื่อประหยัดเงิน หรือด้วยความไม่รู้ก็จะต้องทรมานกันไป 10 ชม.  เพื่อนร่วมทางซึ่งไม่รู้ว่าคือใครก็จะต้องเกร็งๆกันไป แถมรถก็จะปิดไฟเมื่อวิ่งไปราวๆ 30 นาที มันออกจะไม่สะดวกสำหรับผู้หญิงเดินทางคนเดียว แต่ก็อย่างที่บอกว่าซื้อ 2 ที่ดีกว่า


สำหรับเรา หากได้ยืดแขนยืดขายาวๆแล้ว เราก็จะรู้สึกว่าเราสามารถหลับได้แล้ว พร้อมสำหรับวันใหม่ แค่แอบเสียวเล็กๆเวลารถเลี้ยว (การพยายามทำตัวให้หลับก็จะช่วยได้ตรงนี้ อิๆ ความกลัวจะคนละประเภทกับคนที่ต้องรอลุ้นคู่นอนในค่ำคืนนี้)

                                                                                                                                                       Fri. 6/6/14

-------------------