วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559

หนังสือเปลี่ยนเมือง: ประสบการณ์จากพี่ๆ Gen A





หากถามว่าได้อะไรจากการเข้าร่วมกิจกรรม GEN A  พลังอ่านเปลี่ยนเมือง ในครั้งนี้น่ะเหรอ

          อย่างแรกเลยที่ทุกคนจะได้รับเมื่อทำกิจกรรมนี้ คือ ทุกคนจะได้ “รอยยิ้ม” กลับไป ถึงแม้ว่าเวลาในการจัดกิจกรรมเป็นเพียงแค่เวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วโมง แต่ตลอดเวลาที่ทำกิจกรรมนั้นมันเต็มไปด้วยความสุข ความสนุก ความผูกพัน แม้ว่าสถานที่ที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้น จะเป็นเพียงแค่โรงเรียนเล็กๆ ในชนบท มีนักเรียนตัวเล็กๆอยู่รวมกันไม่กี่ชีวิต บรรยากาศแรกที่รับรู้เมื่อเดินเข้าห้องเรียนน้องๆ คือน้องๆทุกคนยิ้มแย้ม ดีใจที่พี่ๆมา เป็นสิ่งแรกที่ประทับใจ


กิจกรรมแรกที่เริ่มทำกับน้องๆคือ เกมส์ถุงใบใหญ่ เริ่มจากพี่ๆ บอกชื่อเพื่อนแล้วบอกชื่อตัวเอง พอพี่ๆแนะนำตัวหมดทุกคนแล้ว อ.ก็ถามน้องๆว่า จำชื่อพี่ๆได้ไหม น้องเขาจำชื่อพี่ได้หมด พอถึงคราวที่น้องๆ ต้องแนะนำตัวเอง พี่ๆก็จำชื่อน้องๆไม่หมด เราก็จำไม่หมดเหมือนกัน โกรธตัวเองเหมือนกันนะที่ไม่จำชื่อน้องๆ เหตุการณ์นี้มันสอนอะไรอยู่บางอย่าง เป็นเพราะเราไม่ให้ความสำคัญ กับคนรอบๆตัวเรา ไม่จริงจังกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมันใช้ได้กับสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างดี  กิจกรรมต่อไป คือ พี่ๆต้องอ่านหนังสือให้น้องๆฟัง เราได้คู่กับ น้องเบตง อยู่ชั้น อนุบาล 2 หน้าตา ท่าทางเป็นเด็กหัวดีนะ ด้วยความที่น้องเขาอยู่อนุบาล 2 เลือกหนังสือยากมาก ที่อ่านให้น้องเข้าใจง่ายๆ มาถึงตอนนี้ คิดว่าคงจะไม่สนุกแน่เลย ต้องเครียดไหม ต้องอ่านยังไงน้องจะเข้าใจง่ายๆ (เพราะเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องอยู่ด้วย 555)



แล้วก็ได้หนังสือที่อ่านให้น้องฟัง เราเลือกเป็นหนังสือรวมเรื่องนิทานหลายๆเรื่องในเล่มเดียว แล้วก็ให้น้องเบตง เลือกมาว่าอยากให้พี่อ่านเรื่องไหนให้ฟัง พอน้องเลือกเรื่องมาเราก็อ่านให้ฟัง พอมาถึงตอนนี้ จากที่เครียดว่าจะอ่านยังไงให้น้องเข้าใจ มันกลับไม่เป็นอุปสรรคกับเราเลยนะ กลับอ่านแบบลื่นซะ แล้วแทนที่เราจะอ่านแบบรวดเดียวจบ พออ่านไปหนึ่งวรรค ตามหนังสือแล้ว เราก็แทรกถามว่า น้องรู้จัก สัตว์ ตัวนี้ไหม น้องก็จะบอกว่ารู้จักตลอด เราก็ถามต่อไปว่า มันตัวสีอะไร มีหูไหม มีหางไหม มีขากี่ขา บินได้ไหม บางทีก็แกล้งบ้าง จากที่คิดว่า น้องอนุบาล 2 ต้องไม่รู้เรื่องอะไรแน่นอน ผิดคาดน้องรู้จักชื่อสัตว์ รู้จักลักษณะสัตว์ หลอกน้องไม่ได้นะ สิ่งของก็รู้จัก แถมยังรู้จักว่าไว้ใช้ทำอะไรด้วย แล้วมีนิทานอยู่เรื่องนึงมีตัวละครเป็น คนใช้ เราก็ถามน้องว่า รู้จักคนใช้ ไหม? เขามีหน้าที่ทำอะไร น้องก็บอกว่ากวาดบ้าน ล้างจาน คือเก่งมาก เราก็จะแทรกเรื่องรอบๆตัวน้องอีก เช่นถามไปถึงที่บ้าน น้องก็ตอบมาเรื่อยๆ ก็อ่านแบบนี้อยู่หลายเรื่องนะ คือโคตรมีความสุขมาก มันเป็นอีกมุมของชีวิตนะ ที่อยากให้เพื่อนๆคนอื่นๆได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง แทนที่เราจะทำให้น้องมีความสุขแต่น้องกลับทำให้เรามีความสุขแทน ด้วยความที่น้องเขายังเด็ก บริสุทธิ์ ไม่แสแสร้ง จริงใจ  ซึ่งต่างจากสังคมที่เราได้เจออยู่ในตอนนี้


          พอตอนเสร็จกิจกรรรมทุกอย่างแล้ว เราอาจจะเล่าทุกกิจกรรมได้ไม่หมดนะ ก็ต้องให้น้องๆ บอกความประทับใจกับพี่ น้องพูดได้ดีมาก ตอนนี้น้องจะนั่งมองพี่ๆแบบ ไม่อยากให้พี่กลับก่อนเลย อะไรแบบนั้น เห็นสายตาน้องๆก็ใจหายเหมือนกันนะ พี่ๆก็ถ่ายรูปกับน้อง ทีได้คู่กัน มันเป็นภาพที่ประทับใจมากนะ ถ้ามีกิจกรรมแบบนี้อีกจะเข้าอีกอย่างแน่นอน ต้องขอขอบคุณทางผู้เริ่มจัดกิจกรรมนี้มากนะคะ เป็นกิจกรรมที่ดีมาก ไม่ใช่แค่สร้างความสัมพันธ์พี่ๆกับน้องๆเท่านั้น แต่มันยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่ๆด้วยกันอีก

----------------------

สถานที่:  โรงเรียนวัดท้ายยอ ต.เกาะยอ ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2559
น.ส.ฐิติมา คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ เอกบัญชี (ภาคสมทบ)ปี 3

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Santa & movies CD give away






Movie time!
If nothing to do during this school break from 20 Dec. -10 Jan 2017, feel free to borrow movies DVDs (with Eng. subtitles) from my office, R. 13310.
(I've got about 50!)
Massive thx to Santa Joei who gave them away yesterday. Joei is one of my friends that I think we share similar interests in terms of movies and books. (Not sure if we nurtured this habit during our undergrad years or not.)

Also, thx heaps to Oh Khana @ Kunyapak Kitikun who gave me a ride home yesterday. Without them, I couldn't carry 1 luggage of books and 1 big bag of movies.


ขอบคุณซานต้าเจ้ยใจดี ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ บริจาคหนังสือและหนัง จำนวน 1 กระเป๋าเดินทาง + 1 ถุงใหญ่ เพื่อส่งต่อให้คนที่รักการดูหนังได้ดูหนังให้ฉ่ำอุรา รับวันหยุดปีใหม่ที่ใกล้มาถึง
ขอบคุณเพื่อนจุ๋ม+โอ๋ ที่ช่วยขนกลับบ้าน เห็นจำนวนหนังและหนังสือแล้วต้องร้องกรี๊ดดังๆด้วยความดีใจ เยอะมาก! ( อย่างอื่นไม่ต้องทำแล้ว เอ๊ย ม่ายช่าย )

--------------
19 December 2016

So far, many students came get some movies.  This morning I packed about 20 DVD in my backpack and brought them to my office.  

I think, movies selected by students reveals their personality. 





วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คิดถึงพระราชา: 50 วันผ่าน






เมื่อตอนที่ฉันเรียนวิชาประวัติศาสตร์ในประเทศจีน ฉันเห็นรูปของพระราชากับเหมาเจ๋อตุงจับมือกัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้จักท่าน
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ท่านสวรรคต ฉันไปโรงอาหาร ฉันเห็นหน้าตาแม่ค้าดูเหมือนไม่ได้นอน แม่บ้านก็เหมือนกัน พวกเขาล้วนใส่เสื้อผ้าสีดำ เมื่อฉันไปตลาดนัดวันอาทิตย์ คนทุกคนใส่เสื้อผ้าสีดำ ดูไม่มีความสุข และเมื่อพวกเรานั่งรถตุ๊กตุ๊กกลับ เราเห็นรูปภาพของในหลวงบนรถตุ๊กตุ๊ก ทุกๆที่มีริบบิ้นดำประดับ บนเฟสบุ๊กของเพื่อนก็เป็นสีดำ ทุกคนดูรักท่านมาก
ฉันอยากให้คนไทยมีความสุขอีกครั้ง มีความสามัคคี มีความขยัน ทำให้ประเทศไทยยิ่งใหญ่ ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่พระราชาต้องการเห็นจากคนไทย   
                                                                                Zou Cai Qiong (เพทาย)



วันที่ในหลวงสวรรคต เป็นวันที่ฉันอยู่ที่หอพัก เพื่อนคนไทยร้องไห้มาหาฉันที่ห้อง ฉันตกใจมาก เพื่อนบอกว่าพ่อของประเทศไทยสวรรคตแล้ว ฉันรู้สึกเสียใจกับเพื่อนด้วย ฉันเห็นรูปภาพของในหลวงตอนไปดูแลชาวนา ฉันเห็นตามท้องถนนมีรูปในหลวง ในทีวีก็มีรูปท่าน มีวันหนึ่งฉันได้นั่งรถตุ๊กตุ๊กฟรี ฉันแปลกใจมาก คนขับรถบอกฉันว่าเป็นการทำดีเพื่อในหลวง ฉันคิดว่าในหลวงเป็นคนดีมาก ทุกคนเลยรักท่าน
ฉันอยากบอกคนไทยว่าต้องเข้มแข็ง ต้องรักษาศาสนา รักชาติ รักพระมหากษัตริย์ และเราต้องจดจำความดีของในหลวงตลอดไป
                                                                                 Ren Dong Wei (ทับทิม)
------------
บทสัมภาษณ์นิสิตชาวจีนที่มาเรียนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ (ทั้งสองสาวจีนให้สัมภาษณ์เป็นภาษาไทยทั้งที่เพิ่งเรียนได้แค่ 4 เดือน ภาษาไทยของพวกเธออยู่ในระดับดีมาก ฟังเข้าใจ และผู้สัมภาษณ์แทบไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสัมภาษณ์เธอเลย)


วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สอนน้องปลูกผักอินทรีย์ ปลูกด้วยมือเห็นด้วยใจ






            การอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความต่าง ทั้งต่างความคิด ต่างทางร่างกาย เราจะทำให้ความต่างมันอยู่ร่วมกันได้อย่างไรล่ะ มันคือสิ่งที่พวกเรานิสิตสาขาการพัฒนาชุมชนต้องเรียนรู้และต้องนำไปปรับใช้ในชุมชน พวกเราเลือกที่จะศึกษากลุ่มของผู้พิการทางสายตาโดยมีโรงเรียนสอนคนตาบอดธรรมสากลหาดใหญ่เป็นที่ศึกษาในครั้งนี้


เราพบว่าคนตาบอดเองก็มีความต่างกันในศักยภาพของการเรียนรู้ มีหลายๆคนที่ไม่สามารถทำตามเส้นทางการศึกษาได้ เค้าจึงต้องเรียนรู้ทักษะอาชีพเพื่อนำไปใช้ในชีวิตของตนในอนาคต พวกเราเลยว่าหากเราเข้าไปทำกิจกรรมร่วมกันกับคนตาบอด สิ่งที่เค้าได้รับต้องเป็นประโยชน์ต่อตัวเค้า ไม่ใช่แค่ผ่านพ้นไป ทำให้พวกเราเลือกที่จะสอนน้องปลูกผักอินทรีย์ คือ ต้นอ่อนผักบุ้ง และต้นอ่อนทานตะวัน ผักสองชนิดนี้สามารถปลูกและดูแลได้ง่าย มีอายุที่โตเร็วแค่ 5-10 วัน ก็สามารถทานได้ และมีคุณค่าทางอาหารสูงมากกว่าผักหลายๆชนิด  



แน่นอนว่ากว่าพวกเราจะสอนน้องๆได้ เราเองต้องทำให้เป็นและเข้าใจในข้อจำกัดของพวกเค้า 
เลยทำให้เราต้องสมมุติว่าเราคือคนตาบอดและลองฝึกด้วยการหลับตาและปลูกผักในตะกร้าด้วยการสัมผัสมากกว่าการมอง จนเราสามารถที่จะไปถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ไปสู่น้องๆได้ กิจกรรมที่เราจัดขึ้นเรามองว่าน้องจะได้รับประโยชน์มากทั้งสามารถนำไปปรับใช้ในครอบครัวเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย หรือจะต่อยอดสร้างอาชีพให้ตัวเค้าเองได้


 และที่มากกว่านั้นคือเราได้สร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดแก่ตัวน้องว่าน้องสามารถทำได้
 แม้น้องเรียนไม่เก่ง ไม่สามารถต่อยอดทางวิชาการสร้างอนาคตได้ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้น้องรู้สึกว่าน้องทำได้ ช่วยเหลือครอบครัวได้ และไม่ได้เป็นภาระของครอบครัว





---------------------------------------

เล่าเรื่องและทำงานโดยนิสิตเอกพัฒนาชุมชน ปี 4
น.ส. ดุษฎี 
น.ส บัณฑิตา 
น.ส อารยา 
 น.ส สุฑารัตน์
น.ส ชฎาพร
นาย ธนาธิป