วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ตามดูเบื้องหลังนางงาม Miss Tourism World 2012 Final Contest





เราและนิสิตเอกอังกฤษ ศึกษาฯ ปี 2 ติดตามไปช่วยเป็นไก๊ด์
ที่สถาบันทักษิณคดีศึกษาให้แขกจากมหาวิทยาลัย Universiti Uttara Malaysia
ก้าวลงจากรถ เราก็เห็นป้ายต้อนรับ Miss Tourism World 2012
คิดว่ามันคงจะผ่านไปแล้ว (แฮ่ ด้วยความที่ไม่ได้ติดตามข่าวประกวดนางงามเลย มันไกลตัว)
พอพี่เจ้าหน้าที่บอกว่าพรุ่งนี้บรรดานางงามจาก 51 ประเทศจะมาเยี่ยมชมสถาบันทักษิณคดีศึกษา 







โอ้ว…ตื่นเต้นๆ อยากมาดู
แต่จะมาอย่างไม่ทำหน้าที่เค้าก็คงไม่ให้เราเสนอหน้า…หัว…และตัวอยู่ในงาน
เลยรีบอาสาขอช่วยงานอะไรก็ได้เพื่อจะได้ใกล้ชิดนางงาม
อิๆ ฝันวัยเด็กที่อยากเป็นนางสาวไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง J
โชคดีที่ผอ.สถาบันใจดี เห็นด้วยที่เรากับนิสิตเอกอังกฤษปี 2 จะมาช่วย
เผื่อว่าจะได้ช่วยพูดคุย หรือให้ความช่วยเหลือ คนยิ่งเยอะก็ยิ่งดี 55
แผนจะประกบนางงาม ติดตามชีวิต ดูเบื้องหลังนางงามใกล้เป็นจริงแล้ว







เอาล่ะ ในที่สุดก็มีงานให้เราทำแล้ว เย้…ตื่นเต้นๆ
รีบกลับมาหาข้อมูลเรื่องการประกวดโดยพลัน เผื่อจะได้เป็นข้อมูลคร่าวๆ
เลยรู้ว่าบรรดานางงามมีแผนไปหลายจังหวัด
ถัดจากสงขลาก็จะเป็นกระบี่ ก่อนหน้านั้นก็เป็นอยุธยา กทม.
ดีจังที่คณะผู้จัดเลือกสถาบันทักษิณฯของมหาลัยทักษิณ
จะได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในสายตาโลก และเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม
ไม่แน่ว่าเด็กไทยเมื่อเห็นนางงามมาใช้เวลาที่พิพิธภัณฑ์
อาจจะสนใจมาเที่ยวบ้างก็ได้  (เห็นคนชาติอื่น รุ่นใหม่ๆเข้าพิพิธฯ
เด็กไทยจะได้ไม่เห็นว่าการเข้าพิพิธฯเป็นเรื่องเชย เดี๋ยวนี้พิพิธฯดีๆมีเยอะ)



เสาร์ 8 ธันวาคม 2555

เมื่อคืนตื่นเต้น นอนไม่ค่อยหลับ
(แอบเป็นเอามาก อิๆ ปรากฏว่านิสิตก็เป็นกันทั่วหน้า น่าน…)
อากาศวันนี้ร้อนมาก นางงามต่างชาติลงมาจากรถ
เราว่าเค้าก็คงร้อน แต่ส่วนใหญ่เค้าก็ไม่ทำหน้าเบื่อหน่าย
(อันนั้นเอาไว้ทำที่บ้านหรือตอนอยู่ตามลำพังแหงมๆ)
เราว่าบางทีนางงามก็ดูเหมือนตุ๊กตาตรงที่ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ
ใครขอถ่ายรูปด้วยก็ต้องทำหน้าตายินดี
โชคดีจังที่ไม่ได้เป็นนางงาม ไม่ต้องปั้นหน้ามาก ฮี่ๆ (องุ่นเปรี้ยวมาเอง)
เราและนิสิตขอถ่ายรูปกับนางงามที่ชื่นชอบ
แต่ละคนนี่พวกเราต้องเขย่งสุดฤทธิ์ และพยายามทำหน้าสวยๆ ใส่กล้อง
ประหนึ่งว่ากำลังประชันความงามกับพวกเธอ อิๆ



นางงามใช้เวลาเดินแต่ละห้องไม่นาน เพราะมีคิวอยู่ที่นี่แค่ 2 ชม.
กว่าจะถ่ายรูปหมู่กับป้ายต่างๆก็กินเวลาไปเยอะ
งานนี้ผู้ติดตามและนักข่าวเยอะมาก ทำให้เราไม่ค่อยได้เข้าถึงตัวนางงาม
(ตกลงมาแล้วมีประโยชน์ตรงไหนเนี่ย)






เราพยายามจะอธิบายข้าวของในพิพิธฯเพราะมาเดินที่นี่จนปรุแล้ว
มิสตุรกีตอนเราบรรยายก็ทำหน้าเข้าใจ แต่พอถามกลับตอบได้แค่ I don't know.
โอ้ว...ที่เราเปลืองน้ำลายไปหลายหยดนี่
เธอฟังภาษาอังกฤษไม่เข้าใจ ทำเอาเราเสีย self
โชคดีที่น้องผู้ติดตามบอกเราว่านางงามหลายคนใช้ภาษาอังกฤษไม่คล่อง
เช่นนางงามเม็กซิโก และตุรกี ( น่าน แล้วจะประกวดนางงามท่องเที่ยวโลก
ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ไงเนี่ย งง...)





เรามาที่นี่บ่อยจนซี้กับพี่ๆน้องๆจนท. หลายคนจะจำเราได้และทักว่าเราหายไปเป็นปีเลยนะ
( ฮ่าๆ คือปกติพวกเค้าเห็นเราเดินเพ่นพ่านไปๆมาๆที่นี่ปีนึงๆบ่อยครั้งมาก)

สิ่งที่เราช่วยได้เลยกลายเป็นการอยู่ประจำฐานอาหารและเครื่องดื่ม (แอบน้ำลายไหลเล็กน้อย)
ศัพท์เครื่องดื่มของวันนี้คือ
น้ำเก๊กฮวย = chrysanthemum juice  (ขายดีที่สุด หมดก่อนเพื่อน)
น้ำกระเจี๊ยบ = rosell juice
น้ำดอกอัญชัน = buttery pea juice






ส่วนอาหารว่าง คือ
ลูกชุบ = fruit-imitated soybean dumpling coated with jelly
เทียนสด =  smoked soybean (อันนี้คิดเอาเองจากที่จนท.บอกว่าเป็นการอบควันเทียน)



เสร็จภาระกิจ(แอบดู)นางงามก็ได้เวลากลับสู่ชีวิตจริง :)


วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

My dream comes true: A Day ( vol.147)




กิจกรรมทำก่อนเตรียมสอนของวันนี้คือเปิด FB เพื่อดูว่านิสิตหรือเพื่อนคนไหนมาแปะข้อความอะไรไว้บ้าง ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลยเพราะเปิด FB มาเป็นรอบที่ 3-4 ของวันนี้แล้ว อิๆ (แบบว่าไม่ค่อยเสพติดมันอ่ะนะ)

โอ้ว...(ตาโตเท่าไข่ห่าน) ไม่...ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่ามีข้อความจากปอนด์ (ศิษย์ที่ปรึกษา)ส่งมาทักทาย เขียนซะยาวยืด แอบคิดว่ามีอะไรรึเปล่า

อ๊าว!!!

ฝันที่เป็นจริงของช้านนนน...

อีเมลได้ลงในคอลัมน์ 2-Way Communication!

ปอนด์เขียนแปะไว้ใน wall ของเราว่า

-----------------------
ปกติจะซื้อ a day ทุกวันศุกร์ของสิ้นเดือนทุกเดือน เป็นแบบนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว เล่มที่ 147 ปกญี่ปุ่น น่ารักมาก ซื้อมาตั้งเอาไว้ มาเปิดอ่านจริงๆๆ ก็วันจันทร์แล้ว อ่านไปเรื่อยๆๆ พบคอลัมน์ 2-day communication ของทรงกลด ก็อ่าน สดุดตา ตรงที่ เป็นอีเมลล์จาก ดิญะพร/สงขลา เริ่มรู้สึกแปลกๆๆ เลยอ่านข้อความ เลยตกตะลึง เป็นน้ำเสียงของ อ. นกนั่นเอง แล้วเมื่อดูอีเมล์ ของเป็นของ อ. นกจริงๆๆ อีเมลล์ ของ อ. นก คุณทรง
กลดได้ตอบเเล้ว เปรี้ยวจริงๆๆ อ. เรา ......... ครั้งแรกที่อ่าน a day เป็นเพราะ อ. แนะนำ เลย อ่านแบบขาดไม่ได้มานานแล้ว ที่ห้องนอน มี a day เกือบ 60 เล่ม ตระเวนหามาสะสมเรื่อยๆๆ นอกจากนั้น ยังมี หนังสือ สนพ. a book อีกหลายเล่ม ยอมรับว่า เป็นหนังสือ ที่ช่วยปลุกแรงบันดาลใจ กำลังใจ ไอเดียไหม่ๆๆ ที่น่าติดตามมาก ถ้าถามว่า เล่มไหนชอบมากที่สุด เล่มนั้นคงเป็น Bearwish โดย วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หมีขี้เมา ที่ออกเดินทางเรียนรู้ชีวิตกับ คน อ่านแล้ว รู้สึกได้เลยว่า ชีวิตยังมีอะไรให้เราค้นหา อีกมากมาย กำลังใจเกิดขึ้นได้เสมอ เเม้กระทั่งมาจาก ตุ๊กตาหมีที่ไร้ชีวิต!
 -----------------------

ในที่สุดๆๆ (เอามือปิดปาก  ประหนึ่งเป็นนางสาวไทยที่ได้รับการประกาศผลว่าได้รับคัดเลือก ;) ชื่อของเราก็ปรากฎในหนังสือเล่มโปรด 

นี่ถือเป็นข่าวดีมากๆอีกเรื่องหนึ่งของเราที่ได้ทำตามฝัน อิๆ จริงๆก็แอบลุ้นลึกๆว่าหากเขียนเรื่องสัปดาห์หนังสือ A Day น่าจะเอาอีเมลเราลง(มั้ง) เพราะ

เรื่องมันสด เข้ากับเทศกาล ก่อนเขียนอีเมลไปหาทีมงานอะเดย์ เราสองจิตสองใจว่าจะเขียนไปลงคอลัมน์อะไรระหว่างคอลัมน์ A Day Diary หรือ 2-Way Communication ( 55 ยังกับว่าเขียนไปแล้วจะได้ลงแน่ๆ)

ปอนด์บอกว่าอ่านแล้วรู้เลยว่าเป็นน้ำเสียงของเรา ช่างสมกับที่เป็นครู - ศิษย์กันมาถึง 4 ปี ที่ดีใจอีกอย่างนึงคือปอนด์เลยพลอยติดใจหนังสืออะเดย์ไปด้วยหลังจากที่เราแนะนำให้อ่านเมื่อหลายปีก่อน หนังสือดีๆให้แรงบันดาลใจอย่างอะเดย์ เราคิดว่าคนที่ได้อ่านจะต้องได้แง่คิดกลับไปใช้กับตัวเองแน่ๆ เหมือนที่เราได้ความคิดแง่บวก หรือเรื่องราวดีๆมาเล่าต่อให้ใครต่อใครฟัง 

เราจะได้หนังสือ 1 เล่มเป็นของที่ระลึกที่เขียนอีเมลไปหาอะเดย์ อิๆ อันนี้เป็นผลพลอยได้ เพราะจริงๆแล้วเราแค่อยากให้ชื่อเราไปปรากฎอยู่ในหนังสืออะเดย์สักครั้ง จะได้เอาไว้เป็นความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อ 10 ปีก่อน (เอ่อ...ฟังแล้วช่างนานมาก) เราเคยเขียนอีเมลไปลงหนังสือ "กุลสตรี" ได้ลงตั้ง 3 ครั้งแน่ะ ทุกครั้งก็มีรางวัลเป็นหนังสือให้ รางวัลใหญ่สุดคือตั๋วที่พักรีสอร์ท เสียดายเราไม่ได้ไปเพราะติดเรียน ป.โท เราคิดเอาเองว่าเราก็มีฝีมือในเรื่องการเขียนเหมือนกันแฮะ เวลาใครต่อใคร(เผลอ)ชมว่าเราเขียนแล้วขำ เราจะมีกำลังใจไปหลายวัน อิๆ กลับมาเขียนบล๊อคตามลูกยุได้อีกหลายเรื่อง 55 ด้วยความขี้เห่อ




วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

หลับดีริมสถานีรถไฟฟ้า



ปิดเทอมตุลาปีนี้ตั้งใจจะไม่ไปไหนไกล จะใช้เวลาทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ที่บ้าน อิๆ
หลังจากได้รับการยืนยันว่าจะได้เรียนคอร์สออนไลน์ Critical Thinking in Lang. Learning & Teaching จาก U. of Oregon, USA
เราก็กะว่าจะเตรียมตัวอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน
 แต่คนอย่างเรามักมีเหตุให้ต้องพลัดถิ่นบินออกจากรัง
ไปชมนกชมไม้ ชมเมือง(หลวง)
อิๆ เขียนยังกับว่าตัวเองเปลี่ยนไป ไม่ชอบเดินทางซะแล้ว
ไหนๆก็ต้องเดินทางเพื่อไปงาน Cambridge Day 2012 ที่กทม.
เราเลยมองหาที่พักใกล้ๆกับโรงแรมวินเซอร์ สุขุมวิท 20
Lub D Hotel: ทางเลือกของคนฝันหวาน
55 เป็นเราเองที่ฝันหวานว่าจะนอนหลับอย่างมีความสุข หัวถึงหมอนปั๊บ หลับในทันใด
แบบว่าปิดสวิตช์สมองได้เลย (เอ่อ หวังมากไปมั๊ย)
เราโน้มน้าวใจพี่แววให้เป็นเพื่อนร่วมชะตา(กรรม) หรือเป็นคู่นอน กับเรา เนื่องจากเราอยากพักโรงแรม
แบบ Hostelling International หรือโรงแรมที่ให้บริการนักท่องเที่ยวแบบราคาประหยัด คล้ายๆหอพัก
และมีบริการ internet ซึ่งราคาที่ถูกบวกกับฟรี internet และทำเลใจกลางเมืองก็เป็นตัวเลือกที่ทำให้นัก(อยาก)เที่ยวเป้หนักแต่กระเป๋าเบา
ตัดสินใจได้ไม่ยาก
ปกติเราไม่เคยพักโรงแรมที่เมืองไทยแบบนี้มาก่อน แต่หากไปนอก เราก็พักแบบ budget hotel นี่ล่ะ
ตอนนี้อยากรู้ว่าโรงแรมไทยแนวนี้เป็นยังไง คนอยากรู้อยากเห็นอย่างเราเลยลองซะหน่อย
โอ้ว...พี่แวว โอ๋ เรา เหมือนกับเป็นคนส่วนน้อยของโรงแรมนี้เลย ฝรั่งวัยรุ่นทั้งนั้น เจ้าหน้าที่โรงแรม
ก็ล้วนแต่วัยรุ่น แต่ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่เงียบสงบ อาจเป็นเพราะทุกคนรู้มารยาทสมบัติผู้ดี
หลังจากเรานั่งรถเมล์สาย  29 จากดอนเมือง - อนุสาวรีย์ ก็มาต่อรถไฟฟ้า เนื่องจากเรามีเวลาเยอะ
เราเลยนั่งหลงไปจนถึงบางนา (แฮ่ๆ ไกลได้อีก)
สุดท้ายเราก็มาถึงโรงแรมจนได้ แฮ่กๆ ทำเอาตื่นเต้น




ห้องแบบเตียงคู่เล็กมาก แต่ด้วยการทาสีส้มทำให้เหมือนกว้างขึ้น (โดยต้องใช้จินตนาการขั้นสูงประกอบ 555
หัวเตียงมีรูปให้เหมือนกับว่าหากล้มตัวลงนอน ก็จะหลับสบาย ได้เวลาฝันดี
ตู้เสื้อผ้าของเค้าดีจริงๆ เอ่อ คงเรียกว่าตู้ไม่ได้เพราะมีแค่ไม้แขวนให้ สามอัน แต่ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือตู้เสื้อผ้า
และแทนที่จะมีทีวี ก็กลายเป็นมีวิทยุให้ฟังกันไป







ห้องน้ำแยกส่วนอีกฟากนึงของห้อง ทำเอาพี่แววซึ่งเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนบ่อย ต้องเดินถึง
สี่เที่ยวกลางดึก (ว๋าย... เริ่มสงสารพี่แววที่ต้องมาตกระกำลำบากด้วยความเป็นคนง่ายๆของพี่เค้า)
บรรยากาศคืนวันศุกร์ที่นี่คึกคักเพราะลอบบี้เปลี่ยนสภาพเป็นบาร์
สามคนชนส่วนน้อยอย่างโอ๋ พี่แวว และเราเลยมานั่งเปิบข้าวเหนียวมะม่วง
และอะโวคาโด้กันด้านหน้าแกล้มเสียงรถไฟฟ้า (อย่างใกล้ชิดติดของสถานี)กันเลยทีเดียว
แอบทำตัวประหนึ่งว่าเป็นคนเมือง พบเจอรถไฟฟ้าอยู่ทุกวัน :)







วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฝันดีที่(โรงแรม)หลับดี

ฝันดีที่หลับดี

เพื่อนเคยแนะนำโรงแรมหลับดีว่าอยู่ใจกลางกทม. ใกล้สถานีรถไฟฟ้า เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก เราเห็นชื่อแล้วก็ปิ๊งทันที โอ้ว...ช่างเป็นโรงแรมในฝัน พักที่นี่ทั้งหลับและฝันดีแน่นอน

เมื่อต้องมาประชุม  Cambridge Day (26 Oct. 2012) ที่่กทม. เลยรีบชวนพี่แววให้เลือกที่นี่เป็นที่พัก เราจะได้ลองโรงแรมแบบ Hostelling International (โรงแรมราคาประหยัดเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการประหยัดค่าที่พักและได้เจอเพื่อนใหม่ๆซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยนักเดินทาง)


เราเลือกที่พักแบบ twin bed ห้องน้ำแยกต่างหาก(นี่เป็นสไตล์ของโรงแรมแนวนี้)
ราคาจัดว่ารับได้คือห้องละ 1120 B.

บรรยากาศที่นี่เป็นสไตล์วัยรุ่น ผู้เข้าพักส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ วัยรุ่น โอ้ว...รู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง เนื่องจากมีหัวดำๆอยู่แค่ไม่กี่คน



ที่นี่มีกิจกรรมให้ผู้พักไม่เหงา หากไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็สามารถเลือกทัวร์ของโรงแรมได้ เช่นไปดูการเล่นหุ่นเชิด ไปตลาดน้ำ เราว่ามันก็สะดวกดีแฮะ นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องคิดโปรแกรมเอง

วันพฤ.ที่เราไปถึงมีเกี๊ยวทอดแจกด้วย ราดน้ำจิ้มอร่อยดี อิๆ คิดว่ามีทุกคืน กลายเป็นว่าคืน

วันศุกร์ล๊อบบี้กลายสภาพเป็นบาร์ไปซะแล้ว หัวดำ 3 คนอย่างโอ๋ พี่แวว เรา เลยมานั่งกินอะโวคาโด (ของโปรดเรา) ซึ่งพยายามโน้มน้าวให้พี่แววกับโอ๋ลองด้วย คนถ่ายยากอย่างเราต้องกินยาถ่าย(คืออะโวคาโด) เม็ดละ 50 B. อิๆ





ฝาผนังด้านนอกของโรงแรมทำไว้กิ๊บเก๋ มีคำชวนหัวอยู่หลายอัน
เช่น " อยู่เย็นเป็นโสด" "บ้าแต่ว่าไม่โง่" อันแรกโดนใจ จึ๊กๆ โอ้ว...โอ๋เลยสัมภาษณ์พี่แววถึงความรู้สึกของการเป็นโสดเพื่อเตรียมตัวเอาไว้ในอนาคต

เราอยากเปลี่ยนใหม่เป็น "โสดสนุก" มากกว่า เนื่องจากกิจกรรมของคนโสด โลดโผนและสนุกกว่าคนมีลูกกวนตัว มี...กวนใจ เยอะเลยย... คิดจะไปไหน ทำอะไรก็อิสระเสรี
หน้าตาไม่เคร่งเครียด
 
 

วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามล่าหา A Day (Letter Place)

สวัสดีจากสงขลาค่ะทีมงาน A Day




ดิฉันเพิ่งกลับมาจากกทม.ค่ะ ไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติมานานแล้ว
แต่ปีนี้ไม่ไปไม่ได้ค่ะ เพราะไม่ได้อ่าน A Day มาเกือบปี
เลยต้องมาตามหาฉบับย้อนหลังปี 54-55 ที่นี่ (ข้อเสียของการไม่สมัครสมาชิก อิๆ)
ปีที่แล้วดิฉันไปอเมริกา ทำให้พลาดการติดตาม A Day ไปร่วมปี
ตั้งใจว่ากลับมาจะกวาดหนังสือในดวงใจ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมี A Day เป็น top 3 มาไว้ครอบครอง
และใช้เวลาช่วงปิดเทอม update ข้อมูล และเรื่องราวแรงบันดาลใจจาก A Day ต่อค่ะ


ตอนนี้มี A Day เป็นตัวประกัน เอ๊ย...อยู่ในมือหอบหิ้วกลับมาจากงานสัปดาห์หนังสือหลายเล่มแล้วค่ะ
เสียดายก็แต่อีกวันสองวันมหาวิทยาลัยก็จะเปิดแล้ว
คงต้องละเลียดอ่านไปเรื่อยๆ กะว่าจะเลือกแรงบันดาลใจและเรื่องราวบางเรื่องเอาไว้สอนนิสิตต่อ
เนื่องจากดิฉันสอนวิชาการอ่านวิเคราะห์และวิจารณ์
และกำลังทำโปรเจ็คเล็กๆในชั้นเรียนโดยให้นิสิตเอาหนังสือเล่มโปรดมาแลกกันอ่าน


ดิฉันก็เลยจะเริ่มต้นด้วยการเอา A Day มาเกริ่นนำเป็นหนังสือแนะนำที่นิสิตควรอ่าน
อันนี้ได้ไอเดียจาก Fulbright Talk Show: Read with Greed อ่านอย่างอยาก
ที่หาดใหญ่เมื่อเดือนที่แล้วค่ะ มีการเชิญศิษย์เก่ามาเล่าถึงหนังสือดีๆที่ส่งผลต่อความเป็นตัวตนของศิษย์เก่าแต่ละคน
โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีมาก เพราะหนังสือ 1 เล่มอาจส่งแรงบันดาลใจให้ใครบางคนที่เข้าร่วมฟัง
"หนังสือเปลี่ยนโลก" ค่ะ ดิฉันเชื่อแบบนั้น


ปล. เพื่อนถ่ายรูปตอนหอบหนังสือ A Day หน้าบู๊ทของ A Book ไว้ค่ะ เลยส่งมาให้ทางทีมงานดูเป็นหลักฐานค่ะ :)




--------------
หมายเหตุ  นี่เป็นอีเมลฉบับแรกที่เราเขียนหาทีมงาน A Day ทั้งๆที่อ่านมันมาตั้งแต่เมื่อมันคลอด
ด้วยความคาดหวังว่าทางทีมงานใจดี จะตีพิมพ์อีเมลเรา อิๆ หรือไม่ตีพิมพ์ก็ไม่เป็นไร
อย่างน้อยเราก็ได้เรื่องเขียนบล๊อคเพิ่ม 1 เรื่อง อิๆ
ต่อไปนี้เวลาซื้อ A Day เราจะได้แอบแง้มๆดูว่ามีอีเมลเราตีพิมพ์มั๊ย ฮี่ๆ ลุ้นดีๅ

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Book Expo: The final destination before the opening of the 2nd semester 2012



ได้ฤกษ์ไปกทม.ก่อนเปิดเทอม ( 29 ตค. 55) โดยมีข้ออ้างว่าไปเพื่อพัฒนาวิชาการ
อิๆ แต่จุดประสงค์แอบแฝง(ที่บอกเค้าไปทั่ว) คือ
การไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต

งาน Cambridge Day ที่จัดเพื่อครูสอนภาษาอังกฤษน่ะฟรี
แต่งานสัปดาห์หนังสือ ฮี่ๆ มีแต่รายจ่าย ปี 54-55 ช่วงที่ไปอเมริกา
ทำให้เราพลาดการอ่านหนังสือเล่มโปรดไปเยอะ (โดยเฉพาะ A Day)
ก่อนกลับไทยเราหมายมาดเอาไว้ว่าเราจะกลับมาตามอ่านให้ครบทุกเล่มให้ได้
ก่อนหน้านี้เราไปยืมอะเดย์ที่ร้านเช่าหนังสือ แต่เจ้าของเอาไปขายเป็นหนังสือมือสองซะแล้ว
ด้วยความที่เป็นที่รู้กันว่าถึงขายมือสอง อะเดย์ก็ยังทำราคาได้ดีเสมอ
เพราะแฟนๆหลายๆคนสะสม

เอาฟะ ไม่ง้อ ไม่มีให้อ่านที่สงขลา ไปหาที่กทม.ก็ได้ ฮึ...

ปักหมุดหมายเรียบร้อย ก็รีบบอกโอ๋ อิๆ หาผู้ร่วมอุดมการณ์
โชคดีที่โอ๋มักไม่ปฎิเสธเพราะเข้าใจหัวอก "หนอน" อย่างเรา ฮี่ๆ

โอ้ว...ตะลุยงานหนังสือตั้งแต่วันแรก แต่มีเวลาแค่ 1 ชม.ก่อนสามทุ่ม
เลยพุ่งไปหาบู๊ทของ A Book เพื่อดูอะเดย์ฉบับ Back Issues อ๊ะ ราคาโอเค
เล่มละ 50 บาท แอบกะน้ำหนักคร่าวๆ อืม...ยังพอยัดในกระเป๋าเดินทางไม่ให้เกิน 7 kg. ได้อยู่

"5 เล่ม น้อง"







ใจเต้นแรงเมื่อได้อะเดย์มาครอบครอง อิๆ เหมือนทำภารกิจเสร็จสิ้นไป 1 อย่าง
โอ๊ะ มุมโน้น หนังสือสารคดี ว่าแล้วก็รี่เข้าไปดูซักหน่อย
อ๊ะ แล้วนั่นหนังสือการ์ตูน"กบนอกกะลา" ซื้อมาไว้ครอบครองซักเล่มน่าจะดี



เฮ้ย...บู๊ทของ Plan for Kids ปิดซะแล้วอ่ะ ลืมภารกิจอีก 1 อย่างว่า
ปุ๊ฝากซื้อหนังสือเด็กให้น้องหมูแฮม OMG!!

เห็นบู๊ทหนังสือคุณวินทร์ เลียววาริณ เลยชะแว่บเข้าไปเตร่ๆ
น้องคนขายพยายามบรรยายหนังสือและปิดการขายสุดฤทธิ์
แต่ส่วนใหญ่เราอ่านแล้วอ่ะ นิยายของคุณวินทร์ออกแนว sci-fi เราเลยไม่ค่อยอ่าน






สุดท้ายได้ติดมือมา 2 เล่ม น้องคนขายบอกว่าเอาไปขอลายเซ็นนักเขียนได้
ว๋าย มายืนอยู่ตั้งนานไม่เห็นว่าคุณวินทร์นั่งอยู่ข้างบู๊ท
เลยได้ลายเซ็นพร้อมเห็นนักเขียน ตัวจริงเสียงจริงก็วันนี้ :)


ทุกเหตุการณ์มี paparazzi โอ๋คอยเก็บทุกช๊อต รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดารา 55
ที่ทางรายการต้องตามติดชีวิต 1 วันเพื่อไปบอกแฟนๆ คิกๆ





***หมายเหตุ เรื่องนี้มีอัพอยู่ที่ Facebook เผื่อใครอยากไปคลิ๊ก Like ที่นั่น ^^

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

Greetings! my new blog

Dear my new blog,



I'm so intrigued to get a new blog. Thanks Oh for helping me creating this one. My former Multiply blog would be ended this December. So sad as I'm more familiar with this blog and have used it for nearly 6 years.

Howerver, everything's not certain. Even when I think that the former blog will be lasted for the rest of my life :), it'll be gone (forever) soon.

I'd like to use this blog to thank 3 things each day. I've read from 1 book that to be happy and live your life thankfully you should thank at least 3 things a day. 

Therefore, today I'd like to thank
1. Oh -- for contributing her time to move 51  blogs from Multiply to Blogspot.com.  Without her help, I, a low technology person, might spend a lot of time to do this.




2.  Aj. Payao & Aj. Sompop who provided Kanom Cheen for 20 Eng. majored student to thank for their volunteer to teach Eng. for the school kids at the Pooyoo Island, Satun on 24-26 Aug. 2012.  Students will feel delighted that they are warmly appreciated after their hard work. I'll learn from them and try to be more thoughtful person.

 



 

3.  My family who provides me healthy food every day and provide a good lunch pack for me to eat at a univ. Guiltily, I should make a meal for them sometime, but since I left America, I've never cooked by my own. 555


----------------------------

No duty is more urgent than that of returning thanks.
                                                            - James Allen

----------------------------

                                                                                             5 Septermber 2012