วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อาจารย์ไทยในสายตานิสิตจีน (ทับทิม)







ตอนนี้ฉันมาเมืองไทย 8 เดือนแล้ว ถ้าถามฉันว่าใครเป็นคนที่ประทับใจที่สุด คำตอบก็คืออาจารย์ทุกคนที่สอนภาษาไทยให้พวกเรานั้นเอง แต่ถ้าห้ามพูดถึงอาจารย์ที่สอนภาษาไทยให้พวกเรา ก็มีคนอื่นหลายคนที่ฉันประทับใจ เฉพาะอาจารย์นก กิ๊ป โบ่โบ๊และเหมี่ยว





อ.นกเป็นอาจารย์สาขาภาษาอังกฤษ อ.นกไม่ใช่อาจารย์ที่สอนหนังสือให้พวกเรา แต่เราเรียนรู้บางอย่างที่ในชั้นเรียนเรียนไม่ได้จากอาจารย์นก อ.นกเป็นคนใจดี เขาพาฉันและเพื่อนๆไปเที่ยว พาพวกเราไปเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เมื่อวันหยุดยาว อ.นกพาพวกเราไปเที่ยวบ้านอาจารย์ อ.นกพาพวกเราไปปีนภูเขา แล้วช่วยยืมจักรยานจากข้างบ้านให้พวกเราคนละหนึ่งคัน แล้วก็ขี่จักรยานไปเรื่อยๆ ชมวิวสวยงาม ทันใดนั้นฝนตก พวกเรารีบกลับบ้านอ.นก แม้ว่าไม่ได้เที่ยวต่อแต่นั่งเล่นเกมกันกับอ.นกก็สนุกมาก เหมือนเที่ยวอยู่บ้านเพื่อน







อ.นกพาเราไปเข้าร่วมค่ายของนิสิตวิชาเอกภาษาอังกฤษ มีชาวต่างชาติหลายคนด้วย พวกเราไปตรังด้วยกัน เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆด้วยกัน สนุกมาก พอดีว่าไปตรัง 3 วันนั้น มันเป็นช่วงวันตรุษจีน แม้ว่าเราไม่ได้กลับบ้าน แต่ได้เข้าร่วมค่ายสนุกๆอย่างนี้ ความคิดถึงบ้านก็หายไปแล้ว

ฉันอยากขอบคุณอาจารย์นกจริงๆ ที่ให้โอกาสต่างๆเราสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต...


จริงๆแล้วฉันยังอยากพูดถึงหลายคน ถ้าฉันกลับเมืองจีนแล้ว ฉันจะคิดถึงอาจารย์ เพื่อน แม่ค้าที่โรงอาหาร และแม่บ้านหอพักทุกคนเลยค่ะ





-----------------

วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มหกรรม มหากาพย์ดอกไม้จันทน์



ใครๆก็ร่วมใจทำดอกไม้จันทน์


นอกจากทำกันในคณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ทักษิณ ทุกวันศ. 15.00 - 17.00 น.แล้ว
หน้ามหาวิทยาลัย ที่สนง.เทศบาลเขารูปช้าง เย็นวันพุธ ตั้งแต่ 16.00 น. ณ ลานเพลินถนนคนเดิน ก็มีการสอนทำดอกดารารัตน์ด้วย (เมื่อวานเรานั่งตุ๊กๆเพื่อจะไปกงสุลจีน เห็นป้ายเชิญชวนแปะอยู่เป็นระยะๆ เลยคิดว่าต้องหาทางไป อิๆ น่าจะได้ทำดอกดารารัตน์*สักที) 



เราชวนนิสิตเอกจีน ปี 2 "ต้อง" ไปร่วมเรียนรู้ด้วยกัน เพื่อช่วงเปิดเทอมจะได้เป็น "แม่ไก่" สอน "ลูกไก่"อื่นๆ ช่วยๆกันทำเพื่อใช้ในเดือนตค.ในงานพระราชพิธีศพในหลวง (น่าจะราวๆ 13 ตค.60)

เพิ่งอ่านจาก FB รู้ว่าเป็นวันเกิดของ "ต้อง" (ว่าที่แม่ไก่) นับว่าวันนี้เธอได้เรียนรู้เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวออกจากขอบรั้วมหาลัย เพื่อมาหาประสบการณ์ภายนอก & เห็นความเป็นไปในสังคมแล้ว

Keep exploring.


**ตอนนี้ประเทศไทย ทุกจังหวัดกำลังรณรงค์การทำดอกไม้จันทน์ 36 แบบ ! เยอะแบบมากๆ จนหาทำตามไม่ทัน เราได้ทำแบบกุหลาบไปแล้ว และเรียนรู้การทำรวมดารารัตน์ ก็เป็น 4 แบบแล้วนะ (แฮ่กๆ เมื่อไหร่จะถึง 36 แบบ) 

***สนง.วัฒนธรรมสงขลา เป็นที่แรกที่เราได้ไปเรียนรู้ ซึ่งที่นี่จัดทุกวันพ. ระยะเวลา 2 เดือน เพิ่งจบโครงการไปเมื่อ 31/5/60 นอกจากนั้นที่เรารู้มา Central Fest หาดใหญ่ ก็มีสถานที่ให้ประชาชนไปนั่งทำดอกไม้จันทน์ 

*** มหาวิทยาลัย โดยฝ่ายบุคคลก็เปิดพื้นที่ห้องประชุมทองหลาง 2  (เวลา 1-5 pm.) ให้มานั่งทำดอกไม้จันทน์ร่วมกัน โดยมีป้าศรี (แม่อ้อม)เป็นผู้สอน ไว้วันศ.นี้เราจะไปหัดทำด้วย เมื่อวานได้แค่ 2 ดอก เพราะต้องรีบกลับบ้านก่อน 6 โมงครึ่ง 

ปีนี้นับเป็นปีแห่งดอกไม้จันทน์จริงๆ สิ่งที่พวกเราพอจะทำได้เพื่อพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย 

8/6/60

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

สี่คนที่ทำให้ฉันประทับใจ: เพทาย




คนอาจจะคิดว่าคนที่แรกฉันจะเขียนคืออาจารย์ของฉัน แต่คุณคงคิดผิด
คนที่แรกที่ฉันอยากจะเขียนคืออ.ชาวต่างชาติ คือ อ.Joseph 





อ.มาจากประเทศอเมริกา เขาสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนที่เรีนยวิชาเอกภาษาอังกฤษ อ.มีรูปร่างสูงและผอม ในมหาวิทยาลัยเราคนตะวันตกมีไม่กี่คน ดังนั้นอ. Joseph เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อ. Joseph ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจ ไม่เพียงเพราะว่าเขาเป็นอ.ฝรั่งเท่านั้น แต่เพราะว่าเขาเป็นอาจารย์คนหนึ่งที่ตั้งใจสอนนร.และเสียสละตัวเองเพื่อการศึกษา ก่อนที่จะรู้จักเขา ฉันคิดว่าเขาเป็นคนไม่ค่อยชอบพูดกับคนอื่น แต่จริงๆแล้ว เขาเป็นคนดีมากและใส่ใจนร.มาก เวลาสอนหนังสือก็ตั้งใจสอน นอกจากนี้ในบางครั้งเขายังเป็นคนที่น่ารักมาก


คนที่สองที่ทำให้ฉันประทับใจคือ อ.นก
 ครั้งแรกที่เราเจอกันอยู่หน้าตึกคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เขาบอกเราว่ากลางคืนจะมีปาร์ตี้ ไปดูได้นะ สนุกสนานมาก เขายิ้มอย่างกระตือรือร้น หลังจากนั้น ทุกครั้งเราได้เจอเขา เขาก็มีข่าวที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆนานามาบอกและเชิญพวกเราเข้าร่วมด้วย ตอนวันปีใหญ่ เขายังเชิญเราไปเที่ยวบ้านเขา เราขี่จักรยานไปตามริมถนนด้วยกัน ไปเยี่ยมเด็กๆที่ไม่มีพ่อแม่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่หาดใหญ่ ประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ประทับใจที่สุดคือไปเที่ยวจังหวัดตรังกับนักเรียนของวิชาเอกภาษาอังกฤษ เราจึงพูดล้อเล่นว่า เราเปลี่ยนวิชาเอกแล้วหรือเปล่า



วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มรกต & อ. นก





อ.นกเป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจ อาจารย์นกเป็นคนที่ใจดีและชอบเข้าร่วมกิจกรรมด้วย เขาสอนภาษาอังกฤษ พอพวกเรารู้จักกันไม่นาน อ.นกก็ชวนพวกเราไปเที่ยวบ้านของเขาอยู่เกาะยอ ก่อนที่จะไปเที่ยว อ.บอกให้พวกเรารู้ว่าจะทำอาหารไทยเลี้ยงพวกเรา พวกเราก็ทำอาหารจีนเลี้ยงอาจารย์นกด้วย แต่ถึงวันนี้นพวกเราทำก๋วยเตี๋ยวจีน และอ.ไม่ทำอาหารแล้ว เพราะว่าคนไทยไม่มีนิสัยกินข้าวกับกินก๋วยเตี๋ยวรวมกัน ซึ่งเรากินก๋วยเตี๋ยวจีนอย่างเดียวตอนเที่ยง นี้ทำให้ฉันรู้สึกว่าอาจารย์เป็นคนตามเพศและสนุก แล้วหลังจากพวกเรากินเสร็จ อ.ชวนพวกเราไปขี่จักรยานไปเที่ยวตามถนนที่ติดริมทะเล ขี่จักรยานออกไปไม่ไกล ฝนจะตก อ.นกเรียกเรากลับเร็วๆ แต่ระหว่างเวลากลับบ้านของอาจารย์ ฝนเริ่มตกและยิ่งตกยิ่งหนัก แถวนี้ก็ไม่มีที่ให้หลบฝน ซึ่งขี่ตากฝนจนเปียกเฉอะแฉะ ถึงบ้านอาจารย์นกแล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า กินขนมที่อาจารย์หอมมาก แล้วเพื่อนๆเล่นหมากกับอ.นก ฉันกับเพทายอ่านหนังสือของอ. ไม่นานก็นอนอยู่โซฟาอ่านหนังสือ ฝนตกอยู่ ในหัวใจฉันรู้สึกสงบ เพราะอ.นกเป็นคนง่ายๆ เราจึงได้ความสุขแบบนี้แหละ ทำอะไรก็ได้ตามใจ ระหว่างพวกเรากับอ.นกเหมือนกับเพื่อนๆ

นอกจากนี้ อ.ก็ชวนเราเป็นอาสาสมัครและเข้าร่วมกิจกรรมของเอกอังกฤษด้วย ซึ่งอ.นกเป็นคนใจดีจริงๆ ฉันก็ขอบคุณเขามาก





มรกต
นิสิตชาวจีน ปี 2559-2560

วิถีพัทลุง: เมื่อเรียนรู้ความมั่นคงทางอาหารกับชาวต่างชาติ








Never stop learning: เพราะทุกวันคือการเรียนรู้
หลายครั้งที่เราเลือกเดินทางไกล ออกจาก comfort zone ของตนเอง ไปเรียนรู้โลกและวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ แต่จริงๆแล้วแค่การเป็นล่ามให้กับชาวต่างชาติ เรียนรู้จากคำถาม ความคิดของพวกเค้า ก็ราวกับว่าเราได้ท่องโลกไปกับเค้าด้วย


ประหลาดใจทุกครั้งที่เห็นชาวต่างชาติตื่นเต้นและชื่นชมกับวัฒนธรรมไทยในชนบท วัฒนธรรมหรือวิถีท้องถิ่นที่คนไทยหลายคนละเลยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องควายน้ำ การยกยอ การขึ้นตาลโตนด ทำน้ำตาลแว่น



เสน่ห์ประเทศไทยคงอยู่ตรงนี้ล่ะ ตรงวิถีกับน้ำใจไทยๆ ลุงป้าตายาย host family ชาวพัทลุง ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่กลับแสดงน้ำใจซะจนชาวต่างชาติปลื้มปริ่ม ทั้งทำอาหารอร่อยๆเกินราคาค่าหัวให้ทาน





รอยยิ้มซื่อๆของลุงป้า ตายาย จะเป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติ (นิสิตป.โทจากประเทศอิตาลี 24 คน) นำกลับไปเล่าต่อเมื่อกลับประเทศ;)

ขอบใจโบ๊ต เมล และ Kotchy เอกอังกฤษ ที่ร่วมเรียนรู้และทำงานแข็งขันไปด้วยกัน
2-6.5.17


วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560

ภาษาจีนกับอนาคตของผม: ชลชาติ


จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยทักษิณ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเปลี่ยนไป ผมเลือกเรียนสาขาวิชาเอกภาษาจีน ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ที่เปิดขึ้นได้ไม่นาน รุ่นของผมเป็นรุ่นที่ 3 มีนักศึกษาเพียงแค่ 20 กว่าคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือสิ่งแวดล้อมรอบตัวผม เพื่อนในเอกของผมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง มีเพียงแค่ผมกับอีกคน รวมแล้วมีผู้ชาย 2 คนในเอก สำหรับผมมันเป็นปัญหาในช่วงแรกๆ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจากประถมถึงมัธยมปลาย ผมอยู่โรงเรียนชายล้วนมาโดยตลอด เป็นเวลา 12 ปี ผมจำเป็นต้องมาปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ จากเพื่อนในเอกที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หญิง เมื่ออยู่กับเพื่อนผู้หญิง จะต้องรักษากิริยามารยาท อย่างเช่นคำพูด ซึ่งจะต้องระวังอยู่เสมอ ผมมักจะเป็นคนพูดตรงๆ คิดอะไรก็พูดออกมา แต่ในใจไม่ได้คิดอะไร ในบางคำพูดอาจจะทำให้เพื่อนผู้หญิงรู้สึกไม่ดี จนไม่อยากคุยด้วย นั้นก้ถือว่าเป็นการสอนผมอย่างหนึ่ง ให้รู้จักการปรับตัวกับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิตผมคิดว่ามหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ตลอดชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ผมได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง การอยู่หอพักทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนต่างเอก ต่างคณะได้เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน  กิจกรรมรับน้อง ทำให้เห็นถึงความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องความกลมเกลียวกันในคณะ กิจกรรมอาสาพัฒนา ทำให้เรามีจิตสาธารณะ มีนำใจช่วยเหลือผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน นอกเหนือจากนั้น คือเพื่อนร่วมเอก ที่เราเรียนด้วยกัน ร่วมฝ่าฟันมาด้วยกันตลอด 4 ปี เกิดความทรงจำดีๆขึ้นมากมาย และขอขอบคุณอาจารย์คอยทุ่มเทให้ความรู้ เอาใจใส่และชี้แนะแนวทางให้นิสิตทุกคนมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต

                ผมภาคภูมิใจที่เรียนคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาจีน  มหาวิทยาลัยทักษิณ นอกจากได้รับความรู้ด้านภาษาจีนแล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงรากเหง้าของประเทศจีน เช่น วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ 3+1 ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์จัดขึ้นร่วมกับมหาวิทยาลัยครูกวางสีไปศึกษาที่เมืองกุ้ยหลิน ประเทศจีน ระยะเวลา 1 ปี ผมได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน ได้คบเพื่อนชาวจีนและชาวต่างชาติ ได้สัมผัสขีวิตความเป็นอยู่ในประเทศจีน ถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยทักษิณสามารถนำไปศึกษาต่อยอดในระดับปริญญาโท ผมได้รับทุนการศึกษาของรัฐบาลจีน ศึกษาต่อระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยฮว๋าหนานหลี่กง สาขาวิชาการสอนภาษาจีนและการสื่อสาร เมืองกว่างโจว ประเทศจีน เมื่อสำเร็จการศึกษา ผมมีโอกาสได้ทำงานหลากหลายประเภท เช่น เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากร เจ้าหน้าที่การตลาด ผมคิดว่าการเรียนเอกภาษาจีน ทำให้เรามีโอกาสในการหางานสูงขึ้น ปัจจุบันประเทศจีนถือเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีการค้าการลงทุนกับหลากหลายประเทศ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่โดดเด่นในด้านการท่องเที่ยว โดยรายได้จาการท่องเที่ยว ได้รับจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นอันดับหนึ่ง และมีสถิติที่สูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันผมทำงานที่สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณะรัฐประชาชนจีนประจำสงขลา เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครองชาวจีน มีหน้าที่ให้คำปรึกษาช่วยเหลือชาวจีนที่ประสบปัญหาในการท่องเที่ยวภาคใต้ของไทย


                ผมคิดว่าสิ่งบางอย่างเหมือนฟ้าลิขิตไว้ กำหนดให้ผมได้เรียนที่มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยทักษิณเป็นที่แรกที่ผมเรียนภาษาจีนจริงๆจังๆ เหมือนป็นบันไดก้าวแรก ถ้าไม่มีก้าวแรก ผมก้คงไม่มีก้าวต่อไปที่ไปต่อยอดเรียนปริญญาโท จนกระทั่งจวบจนทำงานทุกวันนี้

------------------------ชลชาติ 

อาสาพาสุข(วันหยุด): Part II (ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลา)







Nopparat

รถตุ๊กๆขับเลยไปทางซอยหลังสถานสงเคราะห์เด็กบ้านสงขลา ก่อนจะวนกลับมาด้านหน้าแล้วเข้าไปสถานสงเคราะห์ในที่สุด.. วันนี้อากาศร้อนมาก แล้วรถตุ๊กๆดันหลงทางอีก ปัจจัยหลายๆอย่างตอนนี้ทำให้ฉันหงุดหงิด... แต่เมื่อเข้ามายังเขตสถานสงเคราะห์ ก้าวแรกที่เดินลงจากรถ สิ่งแรกที่เห็นคือน้องคนหนึ่งกวักมือเรียกให้เดินไปทางอาคารชั้นเดียวด้านใน และเสียงเจื้อยแจ้วฟังได้ศัพท์ประมาณว่า 'มาแล้วๆ' ของน้องๆอีกหลายคน... นั่นทำให้ฉันเริ่มหายจากอาการหงุดหงิด... น้องคนหนึ่งเดินเข้ามาหาฉันนิ่งๆ ก่อนจะยกมือขึ้นโอบรอบเอว น้องที่ฉันเล่านิทานให้ฟังครั้งก่อน.. น้องจำฉันได้.. นั่นทำให้ฉันหายจากอาการหงุดหงิด... 'พี่คะ วาดรูปให้หน่อย' 'พี่วาดให้ด้วย' 'เอารูปนี้ค่ะ' 'วาดรูปเสือแบบนี้ด้วยค่ะ' วันนี้น้องเยอะกว่าครั้งก่อน ความวุ่นวายก็เพิ่มขึ้น ... บ้างก็แย่งกันให้วาดรูป บ้างก็แย่งกันให้เล่านิทานเรื่องที่ตัวเองอยากฟัง บ้างก็แย่งกันดึงแขนฉันไปมา... เเต่มีน้องคนหนึ่งมาจับผมฉันขอถักเปีย... น้องๆสองสามคนหยิบกระดาษที่ฉันวาดรูปให้กลับไป แต่มีน้องคนหนึ่งยื่นกระดาษที่ถืออยู่ให้ 'หนูให้พี่' เป็นกระดาษที่น้องเขียนตามคำบอก กระดาษแผ่นเดียวกันที่น้องวาดภาพ และกระดาษแผ่นเดียวกันที่ฉันวาดภาพ... 'พรุ่งนี้พี่มาไหม?' 'พรุ่งนี้พี่ไม่ได้มานะ' 'แล้วพี่จะมาอีกเมื่อไหร่' 'พี่น่าจะมาสัปดาห์หน้า แต่พี่ไม่แน่ใจ' ฉันดีใจ ที่น้องจำฉันได้.. ฉันดีใจ ที่น้องชอบรูปที่ฉันวาด.. ฉันดีใจ ที่น้องชอบนิทานที่ฉันเล่า ฉันดีใจ ที่น้องอยากให้มาอีก... ฉันดีใจ... ที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มเล็กๆให้เกิดขึ้นได้ 'ที่นี่' นางสาวนพรัตน์ นิสิต ศศบ.ภาษาไทย ชั้นปีที่1