วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ที่มาโครงการ"หนังสือเสียง"



สิ่งหนึ่งที่มักจะค้างคาใจดิฉันตามประสาคนช่างสงสัยคือ ลิ๊งค์ที่มีประโยชน์เมื่อถูกแชร์ต่อๆ จะมีกี่คนกันนะที่ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ที่เห็นส่วนใหญ่คือการคลิก 'like' จากสถิติลิงค์ดีๆมักได้รับการแชร์ต่อ แต่การช่วยเหลือหรือการลงมือทำยังน้อย

อืม ...แล้วทำไมดิฉันต้องเป็นกลุ่มคนนั้นๆที่ปล่อยให้โอกาสการทำดีผ่านไป ทั้งๆที่มันไม่ยาก แค่ใส่ใจและเก็บมาต่อยอดก็น่าจะทำอะไรดีๆเพื่อสังคม และถือเป็นโอกาสการให้ของขวัญปีใหม่กับคนที่อาจจะด้อยโอกาสกว่าเราได้

เมื่อเดือนพฤศจิกายน เพื่อนแชร์ลิ๊งค์เรื่อง โครงการปั้นฝันด้วยพลังเสียง: Read for the blind มาให้ดิฉันก็ยังลังเลเล็กน้อย เนื่องจากอ้างกับตัวเองว่างานล้นมือ  แต่ความรู้สึกเรื่องการอ่านหนังสือเสียงก็ยังติดอยู่ในหัว เนื่องจากเคยอ่านหนังสือเสียงเมื่อหลายปีก่อน(สมัยที่ยังไม่มีเทคโนโลยี smart phone มาเป็นตัวช่วย) แล้วก็พบว่าดิฉันได้เรียนรู้หลายๆอย่างจากการอ่านหนังสือเสียงทั้งเรื่องการอ่านให้ชัดเจน ความอดทนที่ต้องอ่านให้จบเล่ม และหากเสียงออกมาไม่ดีก็ต้องลบแล้วลบอีก แต่เมื่ออ่านจบ 1 เรื่องก็ภูมิใจกับผลงานมากๆมาจนถึงทุกวันนี้

ตอนนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การอ่านหนังสือเสียงเป็นเรื่องง่ายขึ้น ดิฉันก็มาเริ่มคิด(ใหม่)และตั้งคำถามว่าหากชวนนิสิตวิชาการอ่านเข้าร่วมโครงการ ให้ด้วยการอ่าน นิสิตจะเอาด้วยไหมนะ

ดิฉันอยากให้นิสิตใช้เทคโนโลยี smart phone อย่างสร้างสรรค์และทำอะไรดีๆด้วยจิตอาสาเพื่อสังคม และเอกอังกฤษยังไม่ค่อยทำอะไรลักษณะนี้มาก่อน น่าจะเป็นการดีหากพวกเราได้ทำความดียกแก๊ง

เอาล่ะ! พร้อมแล้ว งั้นต้องเริ่มด้วยการเข้าไป Facebook ของ read for the blind เพื่อต่อยอดและหาข้อมูลมาเล่านิสิต ที่นี่มีคลิปการอ่านหนังสือเสียงแบบง่ายๆไว้ด้วยนะ เอาไว้ให้มือใหม่ได้ศึกษา

เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันให้น้องปุ๊ เลขานุการสาขาภาษาตะวันตกช่วยสอนการโหลด application ให้และเมื่อเข้าห้องเรียนวิชาการอ่านทั้งสองกลุ่ม ดิฉันก็ประชาสัมพันธ์โครงการนี้กับลูกศิษย์ โดยเปิดคลิปความยาวสี่นาทีเรื่องการอ่านหนังสือเสียง และเปิดนิทาน หมูยอดกตัญญูกับหมูรัฐมนตรี ที่อดีตนิสิตทำไว้ให้เป็นตัวอย่าง

การได้ทุนไปอเมริกาก็มีผลกับความคิดในหลายๆเรื่องของดิฉันมากขึ้น เช่น เมื่อเข้าห้องสมุดของอเมริกา โดยเฉพาะตอนที่ไปห้องสมุดประชาชน Schlow Central Region Library, Penn State University ดิฉันเห็นหนังสือเสียงเยอะมาก และที่ร้านหนังสือทั่วไปของอเมริกาก็มีการขาย audio book เป็นเรื่องเป็นราว มันทำให้ดิฉันรู้สึกว่าคนตาบอดที่นี่มีโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และโอกาสดีๆในชีวิตมากกว่าที่ไทย เพราะผู้คนที่นี่รวมทั้งรัฐบาลใส่ใจความเป็นอยู่ของผู้พิการทางสายตา หนังสือเสียงที่นั่นมีหลากหลาย ทุกประเภท ตอนนั้นดิฉันยังยืมมาฟังเพื่อฝึกทักษะการฟังให้ชินกับสำเนียงอเมริกัน นับว่าได้ประโยชน์ทั้งคนตาดีและพิการทางสายตา

โชคดีที่เมื่อพี่ปูนบอกว่าให้ส่งงานเขียนของนิสิตไปภายในสิ้นเดือนพย. สี่สาว (สุปรียา ปวีณ์นุช ธัญสุตา และ จุรีรัตน์) ทำหนังสือนิทานเสียงเสร็จแล้ว เราเลยรีบส่งข้อความไปให้เขียนแชร์ประสบการณ์ด่วน เพื่อเราจะได้ส่งต่อไปให้พี่ปูน

สี่สาวทำงานอย่างรวดเร็วและส่งมาให้เราภายใน 2/12/56



ข้างล่างเป็นอีเมลส่งหาฟุลไบรท์

Dear P' Fulbright,

Regarding my 'Reading for the Blind Project' that I've done recently, my 4 students were assigned to write their experience of making an audio book. Happily, they shared their fun moment of making it with friends and how they worked in a team to complete their task. Please read.  Hopefully, even the deadline for Fulbright booklet / e-booklet's over, these might be shared to inspire other Fulbrighters to do this project to help those vision-impaired & to show that we Fulbright care :).

P'Poon -- Please feel free to edit/ cut some part of the essays that might be too long. 

-------------------


วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ATM & 3BB



วันนี้มีเรื่องให้ภูมิใจอีก 1 ทั้งๆที่เป็นเรื่องง่ายๆแต่วันนี้ได้ลองทำอีกครั้ง ดีใจๆ

หลังจากสมัครใช้บริการ 3BB อินเตอร์เน็ตที่บ้านมาร่วมปี โดยจ่ายเดือนละ 630.90 บาท
เราก็ใช้วิธีการชำระเงินแบบหลายๆทาง เพื่อความไม่จำเจ ไม่ว่าจะไปจ่ายที่ศูนย์ 3BB จ่ายแบบราย 2-3 เดือน เพื่อจะเอาของแถม (ซึ่งจะบอกว่า 3BB ไม่ค่อยลงทุนเลย ให้แค่กระเป๋าสีส้มแปร๊ดไว้จ่ายตลาด กระเป๋าดูไม่สวยงามใดๆเอาซะเลย แฮ่...แต่ก็เอามาใช้จนมันเก่าเลย อิๆ บ่นไปใช้ไป)

เคยเอาไปจ่ายที่ 7/11 ก็แล้ว หากจ่ายวิธีนี้มีค่าบริการ 10 บาท แต่ก็นับว่าสะดวกดี ไม่ต้องนั่งรถเข้าเมืองไปไกลๆเพื่อจะจ่ายที่ศูนย์ จ่ายค่ารถแพงกว่าอีกตังหาก

มาถึงวิธีที่ภูมิใจคือการจ่ายทาง ATM ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งกว่าจะจ่ายได้ก็เล่นเอางงๆกับชีวิต ก็เมื่อสัก 3 เดือนก่อนก็จ่ายได้อยู่นี่นา พอมาจ่ายใหม่อีกครั้งทำไมทำไม่สำเร็จ โชคดีไม่มีนิสิตต่อคิว เราเลยมั่วได้ตามอำเภอใจ แฮ่ แต่แอบอายตัวเอง (ทำไมตูไม่จำให้ดีว่าคราวที่แล้วกดปุ่มไหน ใช้ข้อมูลไหนป้อนเข้าเครื่องเนี่ย) เมื่อหาข้อมูล reference 2 มาเติมไม่ได้ มันคืออาราย...

เมื่อมันไม่สำเร็จ ATM มันรำคาญ มันถามว่า "คุณจะทำรายการต่อมั๊ย" เลยรีบๆออกมาจากหน้าตู้ กะว่าไม่ง้อ ไปจ่าย 7/11 เหมือนเดิมก็ได้

ระหว่างที่เดินพลาง อ่านใบชำระหนี้อีกรอบ

เย้!  หาเจอแล้ว reference 2 มันเป็นข้อมูลอยู่มุมขวามือนี่เอง หาตั้งนาน
อย่างดีใจ ราวกับพิชิตอะไรได้สักอย่าง รีบกลับมากดปุ่ม ATM อีกที คราวนี้ผ่านสะดวก :)

เราใช้บริการตู้เอทีเอ็มจ่ายค่า DTAC เดือนละ 800 B.อยู่เป็นประจำ เพราะหากเติม 800 B. ได้ฟรี 100 B. มาช่วงหลังๆที่ดีแทคเปลี่ยนเป็นให้ฟรี sms 100 B. แทน


การได้ทำอะไรแปลกๆที่มันมากกว่าการจ่ายเงินธรรมดาสำหรับเรา เป็นเรื่องที่เราชอบ ขอให้ได้ลอง อิๆ จะภูมิใจไปหลายวันกับภาระกิจเหล่านี้

ปล. จ่ายทางเอทีเอ็มเสียค่าบริการ 10 B. รู้สึกว่าจ่ายกับไปรษณีย์ก็ราคาเดียวกันนะ
---------------------------

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ตาเฒ่าเจ้าลมกรด: นิทานเสียงเพื่อคนตาบอด (สุปรียา)









ผลงานหนังสือเสียงเรื่อง " ตาเฒ่าเจ้าลมกรด"นี้ ดิฉันและเพื่อนๆ มีความภาคภูมิใจในผลงานมาก ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรมดีๆเช่นนี้ เป็นการทำเพื่อสังคม เพื่อคนที่ด้อยโอกาสที่ไม่สามารถมองเห็นโลก ไม่แม้กระทั่งสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบๆตัว


            ความรู้สึกก่อนที่จะทำหนังสือเสียงคือ ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นกับการทำหนังสือเสียง เพราะไม่เคยทำกันมาก่อนเลย ดิฉันและเพื่อนๆช่วยกันหาหนังสือนิทานกันที่หอสมุดของมหาวิทยาลัย และทำการอัดเสียงกันที่นั่น ดิฉันและเพื่อนๆรู้สึกสนุกและมีความสุขกันมากที่ได้เอาเวลาที่ว่างไปทำประโยชน์เพื่อนส่วนรวม และผู้อื่น




            ในตอนที่ดิฉันร่วมทำหนังสือเสียงกับเพื่อนๆ เราก็ทำกันหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ส่งไปนั้น พวกเราคิดว่ามันน่าจะดีที่สุดแล้ว มันคงสร้างความสุขให้แก่ผู้ฟังได้ไม่มากก็น้อย และดิฉันคิดว่า หากมีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีก ดิฉันและเพื่อนๆ ก็ยินดีที่จะร่วมกันทำอีกค่ะ
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ดีมากที่ทำให้โลกของคนปกติอย่างเรา กับโลกของเขาเสมือนได้อยู่ใกล้กัน เสมือนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน นับว่าเป็นการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทางหนึ่ง ที่สร้างเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ให้เขาได้


นางสาวสุปรียา มิ่งวัน

ประสบการณ์การทำหนังสือเสียง: เรื่องเล่าจากจุรีรัตน์









ทุกคนคงเคยได้ยินกับคำว่า  “หนังสือเสียง แต่สำหรับดิฉันเพิ่งรู้และเคยได้ยินตอนที่อาจารย์แนะนำให้ทำเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้มีโอกาสได้ทำหนังสือเสียงขึ้นมาร่วมกับเพื่อนๆ และอีกอย่างการทำหนังสือเสียงจะเป็นหนทางให้ผู้คนบางกลุ่มได้มีโอกาสในการอ่านหนังสือผ่านเสียงของผู้จัดทำขึ้นมา



ในทุกวันนี้มีผู้พิการทางสายตาที่ขาดโอกาสได้สัมผัสกับตัวหนังสือ แต่หนังสือเสียงเป็นหนังสือที่เปิดโอกาสพวกเขาได้อ่านหนังสือเหมือนกันคนอื่นๆ โดยการฟังจากเสียงของผู้อ่านที่อ่านให้ฟัง สำหรับตัวของดิฉัน ดิฉันได้มีโอกาสได้จัดทำหนังสือเสียงขึ้นมาร่วมกับเพื่อนๆ ดิฉันคิดว่าเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสามารถสร้างความสุขให้กับบุคคลเหล่านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นภาพ ได้เห็นตัวหนังสือ แต่เสียงที่เราอ่านไปนั้นสามารถทำให้พวกเขาจินตนาการไปตามเรื่องเหล่านั้นได้  ดิฉันคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีในการทำประโยชน์ให้ผู้ที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้เหมือนปกติ ดิฉันรู้สึกดีใจและประทับใจเป็นอย่างมากที่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆเหล่านี้เพื่อผู้ด้อยโอกาส และดิฉันคิดว่ามันเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับพวกเขา


                ไม่เพียงแต่ผู้พิการทางสายตาเพียงอย่างเดียวที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากหนังสือเสียง แต่ผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออก หรือผู้ที่มีปัญหาทางการอ่านก็สามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน จากที่ดิฉันไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือเสียง ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วว่ามันมีค่าสำหรับพวกเขามากแค่ไหน นอกจากทำให้ผู้ฟังมีความสุขแล้ว ผู้ถ่ายทอดเสียงอย่างเราก็พลอยมีความสุขไปด้วย สาเหตุที่เลือกเรื่อง เต่าเฒ่าเจ้าลมกรด นั้นก็เพราะว่าทุกคนในกลุ่มพยายามหาหนังสือหลายๆเล่มมาอ่านดูว่าเรื่องไหนน่าสนใจ และเรื่องนี้พออ่านดูแล้วสนุกและให้แง่คิดแก่ผู้อ่านและผู้ฟัง งานนี้สำเร็จได้ เพราะพวกเราอาศัยความสามัคคีในการทำ ถ้าพวกเราในทีมไม่มีความคิดเห็นที่ตรงกัน  คนหนึ่งบอกจะเอาเรื่องนี้ คนหนึ่งบอกจะเอาอีกเรื่องหนึ่ง งานที่จะทำออกมาก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะต่างคนต่างเกี่ยงกัน ดิฉันและเพื่อนๆ รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำกิจกรรมดีๆอย่างนี้เพื่อสังคม



นางสาว จุรีรัตน์ คงเทพ  

เรียนรู้การให้ด้วยการอ่าน (2): เรื่องเล่าจากปวีณ์นุช






ในปัจจุบันนี้มีผู้พิการทางสายตาที่ขาดโอกาสในการมองเห็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขาไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆมากมายด้วยตาของตัวเอง การอ่านหนังสือเสียง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเปิดโลกกว้างแก่ผู้พิการทางสายตา และทำให้คนไทยหันมาสนใจอ่านหนังสือมากขึ้น ทั้งที่ในปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือกันน้อยมาก การอ่านหนังสือเสียงครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้มาช่วยกัน เพื่อสร้างสื่อในการเรียนรู้อีกด้วย สำหรับคนตาบอด การฟังจากหนังสือเสียงเป็นสื่อที่ง่ายที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆจากโลกภายนอก

            ดิฉันรู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการอ่านหนังสือเสียงเพื่อคนพิการทางสายตา การอ่านหนังสือเสียงทำให้ดิฉันมีความสุขเพราะเสียงของเราทำให้พวกเขารับรู้ว่ายังมีคนอีกหลายคนคอยช่วยเหลือพวกเขาอยู่ ทำให้พวกเขาไม่คิดว่า พวกเขาอยู่คนเดียวบนโลก การอ่านหนังสือเสียงคือการมอบความสุขแก่คนที่พิการทางสายตา ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกดีด้วย ดิฉันจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือบุคคลที่สนใจได้มีส่วนร่วมในการอ่านหนังสือในครั้งนี้
            สำหรับเหตุผลที่ดิฉันเลือกนิทานในการทำหนังสือเสียงคือพวกเราเลือกนิทานที่มีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เกิดจินตนาการ และสนุกสนาน

            ในการทำหนังสือเสียงดิฉันคิดว่าไม่ได้ทำยากเลย ดิฉันร่วมกันทำกับเพื่อนๆอย่างสนุกสนานด้วยใจที่อยากจะทำให้แก่ผู้พิการทางสายตาจริงๆ อยากให้เขาเหล่านั้น ได้ฟังนิทานที่ดิฉันและเพื่อนๆร่วมกันทำขึ้น




นางสาวปวีณ์นุช วัฒนพงศ์พิทักษ์

เรียนรู้การให้ด้วยการอ่าน (1): เรื่องเล่าจากธัญสุตา




โครงการอ่านหนังสือเสียงเพือผู้พิการทางสายตา: เรียนรู้การให้ด้วยการอ่าน
โดยนิสิตเอกอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา


ดิฉันยอมรับเลยค่ะว่าไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย แต่ก็เคยได้ยินเกี่ยวกับกิจกรรมดีๆลักษณะแบบนี้มาเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลองทำ จนกระทั่ง
 อาจารย์ดิญะพร อาจารย์ของดิฉันเปิดคลิปวิดีโอ เชิญชวนทำหนังสือเสียง มันเป็นการทำที่ไม่ได้ยากอะไรเลย ได้ช่วยคนที่ด้อยโอกาสทางการมองเห็นด้วย และยิ่งอาจารย์เสนอความคิดว่า ทำไมเราไม่ลองทำอะไรแบบนี้เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้แก่ตนเอง และเป็นการทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ...นั่นสินะ
! ดิฉันจึงเริ่มทำหนังสือเสียงกับเพื่อนๆ จนสำเร็จออกมา มันเป็นผลงานที่ดิฉันภาคภูมิใจมากอีกชิ้นหนึ่ง ที่ได้ทำอะไรดีๆให้แก่สังคม ที่ทุกวันนี้มีแต่การเอารัดเอาเปรียบกันขึ้นทุกวัน



ในการทำหนังสือเสียงดิฉันและเพื่อนๆก็เลือกหานิทานที่คิดว่าสนุกสนาน และพอจะเลียนเสียงให้เข้ากับตัวการ์ตูนในนิทานได้ ตอนแรกก็มีหลายเรื่องแต่ก็ประทับใจมากๆ2เรื่อง แล้วก็เริ่มซ้อมกันก่อนที่จะอัดเสียงกันจริงๆ ดิฉันและเพื่อนตั้งใจทำกันมาก แต่ละคนก็พยายามทำเสียงล้อเลียนสัตว์ตามในนิทานจนคิดว่ามันน่าจะลงตัวแล้ว จึงได้เริ่มอัดเสียงกัน แต่ก็ไม่ได้อัดกันเพียงครั้งเดียว มันก็มีอุปสรรคอยู่คือระหว่างที่อัดก็มีเสียงหลุดหัวเราะของพวกเราเอง และมีการอ่านข้อความผิด จึงต้องอัดเสียงใหม่อยู่หลายรอบ และพออัดเสร็จแล้วก็เริ่มอัดอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาที่เจอก็เช่นเดียวกันกับเองแรก แต่พวกเราก็ไม่ได้หงุดหงิดแต่อย่างใด ตรงกันข้ามพวกเรายิ่งรู้สึกสนุกสนานกันมากกับงานชิ้นนี้ แล้วสุดท้ายพวกเราก็อัดเสียงกันจนเสร็จ พอมาเปิดฟังเสียงที่ตัวเองและเพื่อนอัด พวกเรารู้สึกภูมิใจ และหัวเราะกันอย่างมีความสุข

 ดิฉันทำหนังสือเสียงขึ้นมากับเพื่อนๆด้วยความสุข จึงหวังว่าผู้ที่ฟังหนังสือเสียงที่ดิฉันกับเพื่อนๆทำ คงจะมีความสุขไปด้วยเช่นกันค่ะ


นางสาวธัญสุตา  ชุมแคล้ว 

Singha English Challenge: Go beyond your limitation









The 1st round of Singha English Challenge has just successfully completed in southern region at Hatyai University this afternoon (Saturday 30 Nov.13). 

8 students from Thaksin University, Songkhla campus, consisted of the Harmoniiz and the Secret Garden were very excited and really enjoyed the challenge which included listening bees, multiple-choice test, communicative test and essay written exams related to AEC. 




Mr. Daniel, the emcee of ฝรั่งหลงกรุง TV program, gave a memorable remark that to be fluent in English, one has to challenge oneself and has to have bravery to do things that one's afraid of. Jump out of a comfort zone and just do it to overcome one's fear.

Looking forward to hearing the result in Jan. 2014 to see if our teams will pass the 1st round or not. Keep fingers crossed.
  


These days, students are looking forward to hearing the result for the 1st round in Jan. This reminds me of the time I applied for scholarships. Some nights after the end of the application process, I dreamed of getting a phone call informing I won the scholarships .











To me, as an observer & advisor, this project's fun & educational. If I were a univ. student, I would compete in this challenge for sure, but not sure if I'd win it or not :).  It seems to me that nowadays students have much more potentials than the older gens :)


All students equally got an opportunity to take part in each contest; therefore, when they won, they'd claim that because of teamwork that made them reach their goal.


This might be the reason why I like accompanying students to take part in a contest outside campus. Win or lose isn't the point.  To me, each year to challenge myself of doing something new is always exciting; however, since a contest is frequently for students, not teachers, so being an advisor for active students is good enough to satisfied my goal of motivating students to go beyond their limitation.